
ม็อบฮ่องกงยื้อ-ผู้นำยันไม่ออก
นับเป็นความเคลื่อนไหวที่ร้อนแรงที่สุดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับเหตุการณ์การประท้วง
นับเป็นความเคลื่อนไหวที่ร้อนแรงที่สุดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับเหตุการณ์การประท้วงโดยกลุ่มผู้สนับสนุนประชาธิปไตยในฮ่องกง โดยสถานการณ์ส่วนใหญ่นั้นเป็นไปด้วยความสงบ ซึ่งการประท้วงของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป และกลุ่ม “ออกคิวพาย เซ็นทรัล” ได้เสนอให้เหลียงชุนหยิง ผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกงลาออกภายในคืนวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ทางผู้นำฮ่องกงได้ออกโรงปฏิเสธข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ประท้วง ทว่า ยอมเปิดให้มีการเจรจาระหว่างกลุ่มผู้ประท้วงและรัฐบาลท้องถิ่น โดยได้ส่งแคร์รี แลม หัวหน้าเลขาธิการคณะผู้บริหารฮ่องกงเขตบริหารพิเศษฮ่องกงเข้าเจรจากับกลุ่มผู้ประท้วงตามข้อเรียกร้อง
ทั้งนี้ ในช่วงกลางสัปดาห์ ทางจีนได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าจะไม่เจรจากับกลุ่มผู้ประท้วง โดยหวังยี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนยืนยันว่า กิจการฮ่องกงถือเป็นกิจการภายในของจีน ซึ่งต่างชาติไม่ควรแทรกแซง
แม้ว่าเหตุการณ์การประท้วงส่วนใหญ่จะเป็นไปด้วยความสงบ ทว่า เมื่อวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา กลับเกิดการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย และกลุ่มประชาชนที่ต่อต้านการประท้วงกันขึ้นใน 2 จุด ของการประท้วง ได้แก่ ย่านมงก๊ก และย่านคอสเวย์ เบย์ จนได้ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บหลายคน
จากความเคลื่อนไหวดังกล่าว ทำให้กลุ่มผู้ประท้วงตัดสินใจที่จะเลื่อนการเจรจากับรัฐบาลไปก่อน พร้อมระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถช่วยดูแลผู้ประท้วงได้
ขณะเดียวกันยังมีรายงานว่า สื่อโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรมในจีน ต่างถูกระงับการใช้งาน ขณะที่สื่อต่างประเทศอย่าง ซีเอ็นเอ็น และบีบีซีก็ขึ้นจอดำทันทีที่นำเสนอข่าวเกี่ยวกับฮ่องกง
ด้านธนาคารเอเอ็นแซด ในออสเตรเลียประเมินว่า กลุ่มผู้ประท้วงสนับสนุนประชาธิปไตยอาจสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจค้าปลีกในฮ่องกงมากกว่า 2,000 ล้านเหรียญฮ่องกง (ราว 8,400 ล้านบาท)
อีซีบีเผยแผนกระตุ้น ใช้ ต.ค.นี้
ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเช่นเดิม ในระดับเดิม หลังจากการประชุมเมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์อยู่ที่ 0.05% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากติดลบ 0.2% และอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมอยู่ที่ 0.3%
นอกจากนี้ มาริโอ ดรากี ประธานอีซีบี ยังเผยรายละเอียดของแผนกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมด้วยว่า จะเริ่มเข้าซื้อตราสารหนี้ที่ค้ำประกันด้วยสินเชื่อคุณภาพกลางเดือน ต.ค.นี้ ขณะเดียวกันก็จะเริ่มต้นโปรแกรมการเข้าซื้อหลักทรัพย์ที่มีสินทรัพย์หนุนหลัง (เอบีเอส) ภายในปีนี้ โดยกำหนดระยะเวลาในการใช้โปรแกรมดังกล่าวเป็นเวลา 2 ปี โดยการอัดฉีดดังกล่าวประเมินว่าน่าจะอยู่ในวงเงินราว 1 ล้านล้านยูโร (ราว 40.9 ล้านล้านบาท)
ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจากที่ทางสำนักงานสถิติแห่งยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยว่า อัตราเงินเฟ้ออย่างเป็นทางการในเดือน ก.ย. ของทั้ง 18 ประเทศในกลุ่มยูโรโซน ลดลงไปอยู่ที่ระดับ 0.3% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี และยังลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 0.4% อีกด้วย
ดอลลาร์แข็งสุดรอบ 7 ปี
บลูมเบิร์ก รายงานว่า เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 โดยอยู่ที่ราว 1 เหรียญสหรัฐ ต่อ 110 เยน ในช่วงเช้าของวันที่ 30 ต.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่เมื่อเทียบกับค่าเงินยูโรก็ปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ 1.2667 เหรียญสหรัฐ/ยูโร ซึ่งแข็งค่าที่สุดตั้งแต่เดือน พ.ย. 2012 เช่นกัน
ขณะที่ดัชนีดอลลาร์สปอตของบลูมเบิร์ก ซึ่งเป็นดัชนีประเมินมูลค่าเงินเหรียญสหรัฐเทียบกับสกุลเงินใหญ่ของโลก 10 สกุล ปรับตัวขึ้นมา 6.5% อยู่ที่ 1.068.80 จุด ในไตรมาส 3 นับเป็นไตรมาสที่ดัชนีดังกล่าวปรับตัวสูงสุดตั้งแต่วิกฤตการเงิน 2008 เช่นกัน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นภายหลังจากที่เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน (จีดีพี) ของเมืองลุงแซมเมื่อไตรมาส 2 เติบโตอยู่ที่ 4.6% ซึ่งนับว่าเป็นการขยายตัวที่ดีที่สุดในรอบ 2 ปี ซึ่งทำให้หลายฝ่ายเชื่อกันว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีความแข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางได้







