
Luxury Japan 10
โดยปกติคนที่ไปเที่ยวเมืองโอตารุส่วนใหญ่มักจะนอนกันที่ซัปโปโรแล้วเที่ยวแบบเช้าไปบ่ายกลับ
โดยปกติคนที่ไปเที่ยวเมืองโอตารุส่วนใหญ่มักจะนอนกันที่ซัปโปโรแล้วเที่ยวแบบเช้าไปบ่ายกลับ คนที่ตั้งใจนอนโอตารุจริงๆ กลับมีไม่ค่อยมากนักเพราะซัปโปโรห่างจากโอตารุเพียงแค่ประมาณ 40 กิโลเมตรเท่านั้นเอง เที่ยวจนมืดค่ำแค่ไหนนั่งรถไฟกลับก็ชั่วโมงเดียวเอง ที่เจอะเจอมาก็เป็นเพราะห้องพักในซัปโปโรเต็มมากจนต้องหนีมานอนโอตารุอย่างเช่นช่วงเทศกาลหิมะในเดือน ก.พ. หรือเทศกาล Yosakoi Soran ในเดือน มิ.ย. อย่างผมเองถ้าไม่ได้รับเชิญก็คงไม่ได้มานอนที่เมืองนี้เหมือนกันรอบนี้ผู้จัดให้เรามานอนที่ Ginrinso เรียวกังอันดับหนึ่งของเมืองโอตารุและเป็นหนึ่งในเรียวกังที่ดีที่สุดของเกาะฮอกไกโด เรียวกังแห่งนี้เดิมทีเป็นบ้านพักของคหบดีและถูกปรับปรุงให้เป็นเรียวกังในภายหลัง ซึ่งตรงกันกับแนวคิดดั้งเดิมของการเปิดให้บริการเรียวกัง เพราะต้องการให้ผู้เข้าพักนั้นได้รับบริการที่ดีและมีความรู้สึกเหมือนกับอยู่บ้าน เรียวกังถือกำเนิดขึ้นในยุคเอโดะด้วยนโยบายของโชกุนโทคุกาวะที่มาตั้งศูนย์ราชการอยู่ที่เมืองเอโดะ (โตเกียวในปัจจุบัน) ในขณะที่สมเด็จพระจักรพรรดิ์ยังทรงประทับอยู่ที่เมืองหลวงเกียวโต จึงทำให้การสัญจรระหว่างเอโดะและเกียวโตเจริญรุ่งเรืองขึ้นก่อให้เกิดเส้นทางใหม่ที่เรียกว่า Tokaido ซึ่งเลียบเลาะมหาสมุทรแปซิฟิกและผ่านเมืองยุทธศาสตร์ที่สำคัญหลายแห่ง นอกจากนี้นโยบายส่งตัวประกันมาประจำที่เอโดะเพื่อไม่ให้บรรดาไดเมียวทั้งหลายแข็งข้อก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้เส้นทางสายนี้คึกคักขึ้นมา เพราะนอกจากเหล่าพ่อค้าที่ใช้เส้นทางสายนี้เพื่อขนส่งสินค้าแล้ว บรรดาไดเมียวหรือลูกหลานที่ต้องมาเป็นตัวประกันก็ใช้เส้นทางสายนี้เดินทางเช่นกัน และเวลามาก็ไม่ได้มาแต่ตัวต้องนำสมุนบริวารมากมายติดตามมาด้วย เมื่อมีคนเดินทางเยอะอีกทั้งระยะทางก็ยาวไกล ทางราชการจึงได้จัดตั้งสถานีรับส่งข่าวสาร (Shukuba) หรือ Post Town ขึ้น 53 แห่งตลอดเส้นทาง และแน่นอนว่าเมื่อมีเจ้าหน้าที่มาประจำการความคึกคักก็ติดตามมาด้วย บรรดาร้านอาหารร้านกินดื่มรวมทั้งที่พักก็เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะตอบสนองผู้เดินทางที่หลากหลาย ที่พักคุณภาพดีและบริการเยี่ยมจึงเป็นที่ต้องการของบรรดาเหล่าเจ้าเมืองหรือซามูไรชั้นสูง เพราะจะให้ไปพักกับพ่อค้าซึ่งอยู่ในวรรณะต่ำสุดของสังคมญี่ปุ่นยุคนั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่กระทำกัน เรียวกังจึงเป็นที่นิยมขึ้นมาในบรรดาชนชั้นสูง และเพิ่มมากขึ้น จนถึงปัจจุบันมีเรียวกังทั่วประเทศมากกว่า 60,000 แห่ง แต่มีเรียวกังระดับสูงไม่ถึง 2,000 แห่ง และในหลักพันนี้ที่จัดว่าเป็น Luxury Ryokan ก็มีเพียงแค่หลักร้อยเท่านั้น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Ginrinso
โลเกชั่นของ Ginrinso นั้นดีมากเพราะตั้งอยู่บนเนินสูงริมอ่าว Ishikari สามารถมองเห็นวิวเมืองโอตารุได้จากห้องพักเลย ในขณะที่เรียวกังหลายแห่งปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยกลายเป็น Contemporary Ryokan อย่างเช่นเครือ Tsuruga แต่เรียวกังแห่งนี้เป็นยังคงเน้นความเป็นญี่ปุ่นหรือ Traditional Ryokan ไว้ได้มากที่สุดแห่งหนึ่งเลยทีเดียว บรรยากาศของ Ginrinso เหมือนพาเราย้อนกลับไปสู่สมัยเมจิ คำว่า Traditional Ryokan ไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องญี่ปุ่นเพียวๆ เท่านั้น เพราะขึ้นอยู่กับว่าสร้างขึ้นมาในยุคไหน ถ้าเป็นก่อนเมจิก็อาจจะออกแนวญี่ปุ่นล้วนแต่พอเข้ายุคเมจิลงมาก็มีการประดับประดาด้วยเครื่องเรือนตะวันตกบ้างเหมือนอย่างที่ Ginrinso ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงฐานะอย่างหนึ่งในยุคนั้น และเนื่องจากเคยเป็นที่พักอาศัยมาก่อน จำนวนห้องพักของที่นี่จึงมีเพียงแค่ไม่ถึง 20 ห้อง ทุกห้องเป็นห้องนอนเสื่อหมดมีเพียงห้องเดียวที่มีเตียงด้วย และเกือบทุกห้องมีบ่อแช่ออนเซนส่วนตัว ทางเรียวกังเน้นความเป็นส่วนตัวของผู้เข้าพักมาก อย่างตอนเราที่เข้าพักก็มีการ Inspection โรงแรม แต่ส่วนไหนที่มีแขกพักอยู่เขาจะไม่อนุญาตให้เราเข้าไปเลย บางชั้นมีแขกพักอยู่ห้องเดียวเขาก็ยังไม่พาคณะเราไปชม ไม่ว่าแขกจะอยู่ในห้องหรือไม่ก็ตาม
ผมได้ห้องพักอยู่ชั้นบนสุด ทั้งชั้นมีแค่ 3 ห้อง แต่วันนั้นมีผมพักอยู่แค่ห้องเดียว ผมเลยถามเขาว่าทำไมไม่จัดให้พวกเราอยู่ติดกัน ทางเรียวกังบอกว่าเป็นนโยบาย ถ้าลูกค้าไม่เยอะมาก เขาจะจัดให้ลูกค้านอนกันคนละชั้นจะได้มีความเป็นส่วนตัวสูง พักผ่อนสำรวจห้องพักเสร็จแล้วผมก็เปลี่ยนเป็นสวมชุดยูกาตะลงไปร่วมงานเลี้ยงรับรองที่ห้องจัดเลี้ยง วันนี้มีผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งจากภาครัฐและเอกชนมาร่วมกันหลายท่าน และยังมีเกอิชาขนานแท้มาบริการด้วย การใช้บริการเกอิชามักจะใช้ในโอกาสสำคัญ ในอดีตเพื่อเป็นการผ่อนคลายบรรยากาศการเจรจาควบคู่ไปกับความบันเทิง แต่ปัจจุบันเหลือเพียงเฉพาะความบันเทิงเท่านั้น จำนวนเกอิชาก็ลดลงไปมากอย่างที่ฮอกไกโดนี่เหลืออยู่แค่ไม่กี่คนที่ยังคงรักษามาตรฐานดั้งเดิมไว้ได้อย่างเคร่งครัด อย่างเช่นเกอิชา 2 ท่านที่มาบริการในวันนี้ ซึ่งผลัดเปลี่ยนกันมารินเครื่องดื่มและพูดคุยกับบรรดาแขกเหรื่อ ทั้งสองท่านมีอายุไม่น้อยแล้วท่านหนึ่งบุคลิกนุ่มนวลยังแฝงเค้าความสวยไว้ให้เห็นอยู่ ส่วนอีกท่านออกแนวสนุกสนานคุยเก่งแต่หน้าตาไม่น่าเชื่อว่าจะมาเป็นเกอิชาได้ เพราะผิดกับภาพลักษณ์ที่เคยเห็นตามภาพยนตร์ แต่พอถึงช่วงการแสดง เกอิชาท่านแรกร่ายรำได้งดงามอ่อนช้อยเป็นที่น่าประทับใจมาก ส่วนอีกท่านร่ายรำด้วยเพลงที่สนุกสนานแถมมีมุกฮาประกอบอยู่ตลอดเวลา เรียกเสียงหัวเราะของผู้ชมได้ตลอด จนถึงวินาทีนั้นผมถึงเข้าใจแล้วว่าเกอิชาท่านนี้ไม่ได้ขายหน้าตาแต่ขายความสามารถ เป็นความสามารถที่แตกต่างจากเกอิชาอีกท่านอย่างชัดเจน ความสวยงามอาจจะได้เปรียบในช่วงแรก แต่สุดท้ายความสามารถก็ทัดเทียมกับความงดงามได้ไม่แพ้กัน
อาหารชุด Kaiseki ที่มีแต่วัตถุดิบชั้นยอดต่างทยอยออกมาไม่ขาดสายเน้นๆ ที่อาหารทะเลเพราะโอตารุเป็นเมืองท่า ซาชิมิก็สดเหลือเกิน ปูก็อร่อย โดยเฉพาะหอยเป๋าฮื้อที่ย่างกันสดๆ ตรงหน้านี่อร่อยเกินบรรยาย การย่างเป๋าฮื้อบนเตาย่างส่วนบุคคลมีเรื่องต้องจดจำให้ดีคือในเวลาย่างต้องปิดฝาเพราะเวลากระทะร้อนได้ที่ หอยมันจะดีดตัวออกมาจากกระทะจนมีเสียงดังเหมือนเปิดจุกแชมเปญ หลายคนตกอกตกใจกันใหญ่แต่ก็ทานกันไม่เหลือ ลูกค้าหลายท่านเคยบ่นกับผมว่ามีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับ Kaiseki แต่ของ Ginrinso นี่รับรองว่าไม่ผิดหวัง คืนนั้นผมนอนหลับฝันดีเพราะเป็นครั้งแรกที่มีเกอิชามาดูแลระหว่างทานอาหารแถมได้ดูการร่ายรำชั้นบรมครูจากเกอิชาขนานแท้ มีความสุขมากเลยครับ
รุ่งขึ้นผมตื่นมาอาบน้ำแร่ในบ่อส่วนตัว พร้อมชมวิวเมืองยามเช้าก่อนจะลงไปทานอาหารที่ดูเหมือนจะน้อยแต่อิ่มกำลังดี ตบท้ายด้วยการย้ายไปดื่มกาแฟชมวิวสวยที่ห้องข้างๆ และแล้ววันร่ำลาจากทริป Luxury Hokkaido ก็มาถึง ทางผู้จัดเห็นยังพอมีเวลาเลยพาเราเดินตลาดอาหารทะเล Sankaku ที่หน้าสถานีรถไฟเมืองโอตารุ ผมขอเรียกว่าตรอกละกันเพราะช่องทางเดินพอๆ กับเดินตลาดเก่าแต่ความยาวไม่เกิน 400 เมตร สองข้างทางเรียงรายไปด้วยร้านขายอาหารทะเลสดๆ พวกเราแวะชิมอาหารทะเลกันพอรับรู้รสชาติของความสดที่ไม่แพ้ตลาดใดๆในฮอกไกโด เสร็จแล้วก็รีบบึ่งไปเมืองชิโตเสะแวะซื้อของที่ Rera Outlet ก่อนจะไปเช็dอินที่สนามบิน ปิดทริปฮอกไกโดหรูๆ แบบประทับใจ และพร้อมเจอกันใหม่เมื่อฮอกไกโดต้องการ







