
ดันค้า‘หยวน-รูเบิล’
จีนรัสเซียตกลงใช้หยวนรูเบิลค้าขายลดเสี่ยงจากชาติตะวันตกคว่ำบาตร
จีนรัสเซียตกลงใช้หยวนรูเบิลค้าขายลดเสี่ยงจากชาติตะวันตกคว่ำบาตร
รัสเซียจีนตกลงใช้เงินรูเบิลและหยวนในการค้าระหว่างกันมากขึ้น ลดผลกระทบจากคว่ำบาตร
อิกอร์ ชูวาลอฟ รองนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 ของรัสเซีย เปิดเผยว่า ทางการรัสเซียและจีนบรรลุข้อตกลงร่วมกันที่จะทำการค้าทวิภาคีระหว่างกันในรูปของสกุลเงินรูเบิลของรัสเซียและค่าเงินหยวนของจีนให้มากขึ้น รวมไปถึงเพิ่มความร่วมมือระหว่างธนาคารระหว่างกันอีกด้วย
ความเคลื่อนไหวนี้นับเป็นความพยายามของรัฐบาลมอสโกที่ต้องการลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก
“เราจะไม่ยกเลิกสัญญาเดิมๆ ซึ่งส่วนใหญ่นั้นทำอยู่ในรูปของสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ทว่าเรากำลังจะสนับสนุนบริษัทต่างๆ ของทั้งสองประเทศทำการค้าต่อกันและกันในรูปของสกุลเงินท้องถิ่น เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้เงินของประเทศอื่นๆ”ชูวาลอฟ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว หลังจากที่บรรลุข้อตกลงทางเศรษฐกิจกับรองนายกรัฐมนตรี จางเกาลี่ ของจีน
นอกจากนี้ ภายใต้ข้อตกลงระหว่างสองประเทศ รองนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 ของรัสเซีย ยังระบุด้วยว่า ข้อตกลงนี้จะเปิดโอกาสให้บรรดาธนาคารในรัสเซียสามารถจัดทำบัญชีกับธนาคารในจีน รวมไปถึงเปิดทางให้บริษัทรัสเซียสามารถขอสินเชื่อจากบริษัทแดนมังกรได้
ไม่เพียงเท่านั้น การพบกันระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสองชาติ ยังเจรจาเกี่ยวกับแผนที่บริษัทในจีนจะเข้าไปลงทุนในโครงการต่างๆ มากกว่า 30 โครงการในรัสเซียด้วย ซึ่งในจำนวนนี้มีบางโครงการที่มีมูลค่าหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐ
วันเดียวกัน ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ได้ปรับเพิ่มอัตราอ้างอิงแลกเปลี่ยนรายวันของค่าเงินหยวนถึง 0.3% ไปอยู่ที่ 6.152 หยวน/เหรียญสหรัฐ ซึ่งนับว่าเป็นการปรับเพิ่มขึ้นอัตราอ้างอิงรายวันมากที่สุดในรอบเกือบ 4 ปี หรือนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2010 และยังเป็นระดับที่แข็งค่าที่สุดในรอบ 4 สัปดาห์อีกด้วย
จากการปรับขึ้นอัตราอ้างอิงดังกล่าว ได้ส่งผลให้ค่าเงินหยวนของจีนแข็งค่าขึ้นทันที โดยได้แข็งค่าขึ้นไปอยู่ที่ 6.1319 หยวน/เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่แข็งค่าที่สุดในรอบ 6 เดือนเลยทีเดียว
การปรับขึ้นอัตราอ้างอิงนี้ ยังมีขึ้นหลังจากที่ข้อมูลของจีนระบุว่า ยอดเกินดุลการค้าของจีนเดือน ส.ค. ปรับตัวทุบสถิติที่ 4.984 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากเดือนก่อนหน้าที่ 4.73 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้น และการนำเข้าที่ลดลง ซึ่งนักวิเคราะห์ ระบุว่า การฟื้นตัวของตัวเลขส่งออกอาจช่วยให้พีบีโอซีสามารถในการอดทนได้มากขึ้นกับการแข็งค่าของค่าเงิน







