
เคลียร์ปม "หยุดยิงกาซา" ใครได้ใครเสีย?
แม้อิสราเอลกับฮามาสจะตกลงหยุดยิง แต่ผลประโยชน์ต่างๆ ยังคลุมเครือ
ทีมข่าวต่างประเทศ
หลังจากการต่อสู้ที่ยืดเยื้อกว่า 50 การยิงจรวดตอบโต้กันและการโจมตีทางอากาศหลายพันครั้ง ล่าสุดอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธฮามาสต่างประกาศอีกว่าอีกฝ่ายได้ยอมรับข้อตกลงหยุดยิงอย่างไม่มีกำหนดและจะกลับมาพบกันใหม่เพื่อเจรจาเงื่อนไขในอีก 1 เดือนข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม แม้ความตึกเครียดระหว่างทั้งฝ่ายจะคลี่คลายลง ทว่าข้อกังขาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องผลประโยชน์ หรือใครเป็นผู้ชนะยังคงเป็นที่คลุมคลืม ล่าสุดเว็บไซต์ของสถานีซีเอ็นเอ็นได้ชี้แจงประเด็นต่างๆ ไว้ดังนี้
ทั้งสองฝ่ายได้อะไร
ซีเอ็นเอ็นระบุว่า ทั้งฝ่ายต่างระบุข้อเรียกร้องเหมือนกับทุกครั้งที่มีการเจรจาหยุดยิง โดยอิสราเอลต้องการให้ฉนวนกาซาเป็น "เขตปลอดทหาร" ขณะที่กลุ่มฮามาสได้เรียกร้องให้อิสลาเอลและอิยิปต์หยุดใช้มาตรการปิดล้อมทางแผ่นดิน ทะเล และอากาศ ที่มีขึ้นตั้งแต่ในปี 2007
รัฐบาลอิสราเอลเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องดังกล่าวในการผ่อนคลายการปิดล้อม และยอมให้มีการคนสิ่งของช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม และวัสดุก่อสร้างเข้าไปยังฉนวนกาซา อีกทั้ง อิสราเอลยังยอมขยายเขตจำกัดการประมงของกาซาออกไปเป็น 6 ไมล์ทะเลด้วยเช่นกัน
ขณะที่ฝ่ายฮามาสต้องการให้มีการเจรจาในประเด็นเรื่อง แนวพรมแดน และรวมถึงเรียกร้องให้อิสราเอลปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์ โดยเฉพาะสมาชิกของทางกลุ่มติดอาวุธ ซึ่งถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ระหว่างช่วงที่ขัดแย้งกันและ ในการก่อสร้างท่าเรือกาซา
อย่างไรก็ดี ทั้งสองฝ่ายยังคงปฏิเสธที่จะพบปะกันโดยตรงและเจรจากันต่อหน้า
ใครชนะ
ฟาวะฮี บาร์ฮูม โฆษกของกลุ่มฮามาสประกาศว่าการหยุดยิง "เป็นวันแห่งชัยชนะของประชาชนปาเลสไตน์" ขณะที่ฝูงชนได้ออกมาแสดงความยินดีระหว่างกันตามท้องถนน
ถึงกระนั้น ซีเอ็นเอ็นได้ระบุว่า ดูเหมือนแต่ละฝ่ายยังคงไม่ได้รับในสิ่งที่เรียกร้อง และดูเหมือนว่าข้อตกลงหยุดยิงไม่ใช่พัฒนาการของสถานการณ์ที่จะนำพาปาเลสไตน์และอิสราเอลออกจากปัญหาที่ยืดเยื้อ
อันที่จริง ข้อตกลงหยุดยิงครั้งล่าสุด มีความคล้ายคลึงกับข้อตกลงเมื่อปี 2012 ซึ่งเคยหยุดการปะทะระหว่างอิสราเอลกับฮามาสมาแล้ว โดยอิสราเอลยอมให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและวัสดุก่อสร้างผ่านไปยังกาซาได้ และยังตกลงที่จะผ่อนคลายความยากลำบากของเศรษฐกิจในกาซา
ด้าน ปีเตอร์ เบยนาร์ด บรรนาธิการของนิตยาสาร เนชั่นนัล เจอร์นัล และ ดิ แอตแลนติกผู้เชี่ยวชาญในปัญหาความขัดแย้งในฉนวนกาซา แสดงความเห็นว่า ข้อตกลงหยุดยิงทั้งสองใกล้เคียงกันมาก มีการผ่อนคลายการปิดล้อมกาซาในระดับปานกลาง อย่างไรก็ดี ประเด็นการผ่อนคลายส่วนใหญ่ยังอยู่ในอนาคตและต้องราการเจรจาต่อไป
"หลังจากที่ผ่านการนองเลือดอย่างเลวร้ายมาหลายครั้ง ทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะกลับไปที่จุดเริ่มต้น" เบนนาร์ดกล่าว
ความเสียหายเท่าไร
ซีเอ็นเอ็นระบุว่าความเสียหายสามารถวัดได้จากหลายบรรทัดฐาน ไม่เฉพาะผู้เสียชีวิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลร้ายที่ตามมาทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจอีกด้วย
ทั้งนี้ องค์การสหประชาชาติประเมินว่ามีชาวปาเลสไตน์ราว 2,100 รายที่ถูกสังหารในการปะทะครั้งล่าสุด ซึ่งกว่า 70% เป็นพลเรือน ขณะที่มีชาวอิสราเอลเสียชีวิต 64 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นทหาร นอกจากนี้ยังมีแรงงานต่างชาติที่เสียชีวิตจากเหตุดังกล่าวเช่นกัน
ขณะเดียวกัน ยังทำให้ผู้ชาวปาเลสไตน์กว่า 5 แสนคนต้องย้ายถิ่นฐาน และหลายพันอยู่ในภาวะไร้ที่อยู่อาศัย
ด้านผู้เชี่ยวชาญคาดว่า ทั้งสองค่าอาจใช้เงินไปหลายพันล้านเหรียญสหรัฐในการปะทะกันครั้งล่าสุด
สำหรับด้านผลร้ายทางการเมือง สมาชิกกลุ่มฮามาสลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ทางกลุ่มสามารถครองเสียงส่วนใหญ่ได้ในสภาปาเลสไตน์ใน ปี 2006
ขณะที่ความนิยมในตัว นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู จากที่เคยสูงถึง 82% ในปัจจุบันกลับเหลืออยู่ที่ 38% เท่านั้น
จะเป็นอย่างไรต่อไป
ขึ้นอยู่กับว่าใครดำเนินการเจรจา แต่ความจริงที่ว่าทั้งสองฝ่ายไม่ยอมเจรจากันต่อหน้า ยังนับเป็นปัญหาที่สำคัญที่จะพัฒนาการเจรจา







