‘แพ้เพราะขาดอาหารจากป่าเขา’ สดจากกรุงโซล...3
กลางฤดูหนาวราวปี ค.ศ. 1636 กองทัพแมนจูได้ยกพลซึ่งประกอบไปด้วยทหารแมนจูและมองโกล
กลางฤดูหนาวราวปี ค.ศ. 1636 กองทัพแมนจูได้ยกพลซึ่งประกอบไปด้วยทหารแมนจูและมองโกล จำนวน 1.2 แสนนาย เดินทัพเข้าสู่คาบสมุทรเกาหลีเป็นครั้งที่ 2 เพื่อตีอาณาจักรโชซอน คราวนี้ “จักรพรรดิไท่จู่” แห่งแมนจู นำทัพมาเองจึงฉลาดล้ำนัก หากเดินทัพในเส้นทางเดิมก็จะทำให้ราชสำนักเกาหลีไหวตัวทันจนสามารถหนีข้ามไปอยู่ที่ “เกาะคังฮวา” ดังเช่นที่ผ่านๆ มาได้ จอมทัพแห่งแมนจูจึงได้เดินทัพเส้นทางตรง มิสนใจที่จะตีป้อมปราการรอบนอก เพื่อให้ถึง “เมืองหลวงฮันซอง ” (กรุงโซลในปัจจุบัน) แห่งโชซอนโดยเร็ว หาไม่แล้วหากกษัตริย์เกาหลีไหวตัวทันสามารถไปถึง “เกาะคังฮวา” ซึ่งมีพื้นที่เพาะปลูกเป็นเสบียงที่หลบภัยอยู่ได้เป็นปี ทะเลที่ล้อมรอบเกาะจะเป็นป้อมปราการธรรมชาติที่เป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อทหารแมนจูและมองโกล เพราะพวกเขามาจากทะเลทรายจึงกลัวการลงเรือฝ่าคลื่นทะเล เพราะ “ว่ายน้ำไม่เป็น”
เมื่อ “พระเจ้าอินโจ” แห่งโชซอน ทรงทราบการบุกอย่างกะทันหันของศัตรูที่ขึ้นชื่อว่าเก่งแต่โหดร้ายที่สุด คงมิอาจต้านทานได้ แต่ด้วยเวลาไม่พอที่จะเตรียมอพยพไปเกาะคังฮวา พระองค์จึงมีพระบัญชาให้อพยพราชวงศ์และทหารไพร่พลราว 1.38 หมื่นนาย ไปที่ป้อมปราการ “นัมฮันซานซอง
” บนยอดเขา “นัมฮัน ” ทางตอนใต้ของ “เมืองหลวงฮันซอง” เพราะภูมิประเทศที่นี่เป็นภูเขาสูงและมีกำแพงที่สร้างมาปกป้องอาณาจักรแต่โบราณล้อมรอบ...ยิ่งไปกว่านั้น บนภูเขานี้มีวัดพุทธและมี “ซือนิม พระสงฆ์เกาหลีนิกายมหายาน” ที่มีวิทยายุทธอยู่ถึง 3,000 รูป (นัยว่าสืบวิชาสายศิษย์องค์ดาลม่า ปรมาจารย์แห่งสำนักวัดเส้าหลิน) คาดว่ากองทัพแมนจูจะฝ่าด่านอรหันต์ทองคำได้ยากยิ่ง อีกทั้งหลวงพี่คงมิดูดายให้กองทัพขึ้นมาเข่นฆ่ากษัตริย์บนเขาแน่นอน
หลังจากหลบภัยบนเขาที่หนาวเย็นและปกคลุมไปด้วยหิมะได้เพียง 45 วัน เสบียงกรังที่เตรียมมาก็หมด ราชวงศ์และไพร่พลอดอยาก จึงต้องยอมจำนน โชซอนต้องกลายเป็นเมืองขึ้นของราชวงศ์ชิงแห่งแมนจู และถูกบังคับให้ตัดสัมพันธ์กับราชวงศ์หมิงทันที นอกจากนี้ “พระเจ้าอินโจ” ต้องมอบพระโอรสองค์แรกและองค์รอง รวมทั้งบุตรชายหรือน้องชายของเสนาบดีทุกคนไปเป็นตัวประกันแล้วยังต้องแต่งงานกับบุตรสาวเสนาบดีแมนจู โชซอนต้องส่งเครื่องบรรณาการไปทุกปี และต้องจัดพิธีทำความเคารพแก่ทหารแมนจูที่ถอยทัพกลับ อีกทั้งต้องส่งทหารไปช่วย “ชิง” รบกับ “หมิง” ประวัติศาสตร์บอกว่าทหารแมนจูมีวินัยดี แต่โชซอนเจ็บช้ำเหลือทนกับทหารมองโกลที่ปล้นฆ่าแย่งชิงข่มขืนลูกเมียชาวบ้าน
378 ปีผ่านไป (ตัดฉากกลับมาที่ Seoul Metropolis เหมือนที่ละครเกาหลีชอบทำ) “เชกา” กำลังนั่งอยู่ในรถของ “มร.ปาคแช-ฮยอน” อดีตประธานบริษัทวัย 66 ปี ที่ตั้งใจกลับมาคารวะท่าน เรากำลังมุ่งหน้าสู่ภูเขานัมฮันนั่นเอง เรื่องราวประวัติศาสตร์หลั่งไหลและก็เริ่มวนเวียน เพราะท่านสูงวัยแล้วเลยลืมทั้งเรื่องทั้งหนทาง (ที่เขียนมานี่ต้องกลับมาค้นคว้าใหม่ค่ะ) ทั้งๆ ที่ท่านเพิ่งบอกก่อนออกรถมาว่า “สมัยหนุ่มๆ มาบ่อยนะเนี่ย เวลาจีบสาวต้องพามาเที่ยวที่นี่ (ชะเอ้ยยย!) เพราะบรรยากาศดี อาหารธรรมชาติจากพืชผักป่าอร่อย” ในที่สุดเชกาต้องช่วยเปิด App นำทางจึงพาท่านมาถึง “นัมฮันซานซอง” ได้ และเนื่องจากเชกาเคยมาเดินเที่ยวบนแนวกำแพงป้อมปราการที่ทอดยาวกั้นอริราชศัตรูแห่งนี้แล้ว เลยสนใจแต่อาหารและอาหารเท่านั้น?
(อ่านต่อฉบับหน้า)







