
เคยเรียกค่าไถ่นักข่าวสหรัฐ
สื่อแฉไร้ความช่วยเหลือจากวอชิงตัน ยอมรับไอเอสอันตรายกว่ากลุ่มที่เคยเผชิญ
สื่อแฉไร้ความช่วยเหลือจากวอชิงตัน ยอมรับไอเอสอันตรายกว่ากลุ่มที่เคยเผชิญ
สื่อนอกเผยกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงเคยส่งจดหมายเรียกค่าไถ่นักข่าวมาแล้ว แต่ไร้ความช่วยเหลือจากรัฐบาล
เอเอฟพีรายงานว่า ก่อนหน้าที่ เจมส์ โฟลีย์ นักข่าวชาวตะวันตกจะถูกกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) ฆ่าตัดหัว ทางกลุ่มได้ส่งอีเมลขู่ฆ่าไปยังครอบครัวของโฟลีย์แล้ว ในช่วงก่อนที่จะมีการเผยแพร่คลิปการสังหารราว 1 สัปดาห์ ขณะที่เว็บไซต์ข่าวโกลบอลโพสต์ต้นสังกัดของนักข่าวคนดังกล่าวได้เปิดเผยว่า มีการเรียกค่าไถ่ตัวนักข่าวคนดังกล่าวเป็นเงิน 100 ล้านยูโร (ราว 4,238 ล้านบาท)
นอกจากนี้ โกลบอลโพสต์ยังเปิดเผยอีเมลขู่ฆ่าฉบับเต็มเมื่อวันที่ 21 ส.ค. ซึ่งอ้างว่ารัฐบาลประเทศอื่นล้วนยอมจ่ายค่าไถ่ให้แก่ทางกลุ่มหัวรุนแรงและยังเสนอการแลกเปลี่ยนตัวประกัน โดยต้องการแลกตัวโฟลีย์กับอาเฟีย ซิดดิควิ นักวิทยาศาสตร์หญิงผู้ถูกทางการสหรัฐตัดสินจำคุกนาน 86 ปี ในข้อหาพยายามฆ่าเจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐ
กระนั้น แม้จะมีการเรียกค่าไถ่ ทว่าฟิลิป บาลโลนี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโกลบอลโพสต์ เปิดเผยว่า ผู้คุมตัวโฟลีย์ติดต่อโกลบอลโพสต์และครอบครัวน้อยกว่า 6 ครั้ง และไม่เคยมีการเจรจากันอย่างจริงจัง
บาลโลนี ยังระบุต่อไปว่า ก่อนหน้านี้ทางกลุ่มหัวรุนแรงเคยปล่อยตัวประกันชาวยุโรปหลายรายในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งมีค่าหัวน้อยกว่าโฟลีย์มาก ทางเจ้าตัวและครอบครัวของนักข่าวโกลบอลโพสต์พยายามรวบรวมเงินเท่าที่ทำได้ใกล้เคียงกับจำนวนเงินค่าไถ่ที่ทางกลุ่มเรียกจากตัวประกันรายอื่น แต่ก็ล้มเหลว
อย่างไรก็ดี รัฐบาลวอชิงตัน ดี.ซี. ปฏิเสธการไถ่ตัวประกัน โดยให้เหตุผลว่าจะเป็นการกระตุ้นให้กลุ่มไอเอสจับตัวประกันมากกว่าเดิม นอกจากนี้ยังเชื่อว่าค่าไถ่ที่รัฐบาลชาติอื่นส่งให้กับทางกลุ่มไอเอสเฉพาะในปี 2014 ปีเดียว มีมูลค่าหลายล้านเหรียญสหรัฐแล้ว
ขณะที่ ชัค เฮเกล รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ยอมรับว่า กลุ่มหัวรุนแรงไอเอสเป็นภัยคุกคามสหรัฐมากกว่ากลุ่มก่อการร้ายใดๆ ที่เคยเผชิญมา เพราะไอเอสมีอาวุธที่ดี ได้รับการฝึกอย่างเข้มข้น และมีการสนับสนุนด้านการเงินเหนือกลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ
ด้าน มาร์ติน เดมซีย์ ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมสหรัฐ ระบุว่า กลุ่มไอเอสมีอุดมการณ์ที่บ้าคลั่งและในระยะยาวยังมีเป้าหมายที่จะยึดคลอง เลบานอนอิสลาเอล และคูเวตอีกด้วย ซึ่งจะการเปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองของตะวันออกกลาง







