posttoday
มุมมืดเฟซบุ๊ก ซ่องโจร-เครื่องมือการเมือง?

มุมมืดเฟซบุ๊ก ซ่องโจร-เครื่องมือการเมือง?

30 พฤษภาคม 2553

8...ทีมข่าวต่างประเทศ

 

ภาพของเกษตรกรออนไลน์นับล้านชีวิตจากทั่วทุกมุมโลกที่แห่แหนกันเข้าไปเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ผลิดอกออกผลบานสะพรั่งอยู่ใน “ฟาร์ม” ส่วนตัว บนโลกออนไลน์ราวกับเป็นกิจวัตร รวมทั้งตัวเลขของผู้ใช้เฟซบุ๊กจากทั่วโลกที่ทะยานสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง จนเฉียด 500 ล้านคนแล้วนั้น น่าจะเป็นข้อพิสูจน์ได้ดีถึงกระแสความฮอตของเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่าง “เฟซบุ๊ก”

นอกจากนี้ ยังปฏิเสธไม่ได้ว่าปรากฏการณ์ “เฟซบุ๊กฟีเวอร์” ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ได้เป็นที่นิยมเฉพาะกลุ่มเฉพาะวัย แต่ด้วยลูกเล่นและฟังก์ชันที่แปลกใหม่ สามารถย่อโลกใบโตให้เล็กลงได้ถนัดตาด้วยการสื่อสารแบบไร้พรมแดน ทำให้เฟซบุ๊กกลายเป็นเครือข่ายออนไลน์ยอดนิยมที่ครองใจแฟนๆ ทั่วโลก ไล่ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ เรียกได้ว่าติดกันงอมแงมทุกหย่อมหญ้า

ทว่า มุมหนึ่งของเฟซบุ๊กอาจเป็นมิติใหม่ของการสื่อสารที่ไร้พรมแดน และเป็นแหล่งนัดพบบนโลกไซเบอร์ แต่ต้องไม่ลืมว่าอิสระที่เหนือขีดจำกัดนี้ บางครั้งก็อาจเป็นช่องทางให้เหล่าอาชญากร หรือผู้ไม่หวังดีใช้เป็นช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์ได้เช่นกัน

หนึ่งในประเด็นซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันอย่าง กว้างขวางในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือ นโยบาย ความเป็นส่วนตัว (Privacy) ของเฟซบุ๊กที่ผู้ใช้จำนวนมากรู้สึกไม่สบายใจและเห็นว่าข้อมูลส่วนตัวถูกเปิดเผยสู่สาธารณะมากเกินไป ซึ่งเกรงว่าข้อมูลส่วนตัวไม่ว่าจะเป็น วัน เดือน ปีเกิด ที่อยู่ โทรศัพท์ อาจถูกนำไปปลอมแปลง และสวมรอยโดยกลุ่มผู้ไม่หวังดี

จากเสียงวิจารณ์ที่หนาหูนี้เองทำให้ในที่สุด มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ซีอีโอหนุ่มของเฟซบุ๊ก ตัดสินใจออกมาแถลงในการจัดกิจกรรมที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทเมื่อเร็วๆ นี้ว่า เฟซบุ๊ก จะปรับปรุงระบบการรักษาความเป็นส่วนตัวให้ผู้ใช้สามารถจัดการได้ง่ายขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยเฟซบุ๊กจะเตือนผู้ใช้ที่ล็อกอินเข้ามาให้รู้ถึงระบบป้องกันใหม่นี้

สำหรับระบบป้องกันนี้ จะประกอบด้วยตัวช่วยอย่าง “ปุ่มเดียวเลือกได้ทั้งหมด” คือ ผู้ใช้เลือกเพียงครั้งเดียวว่าข้อมูลส่วนตัวทั้งหมดไม่อนุญาตให้ใครที่สามารถเข้าถึงได้ เพื่อน เพื่อนของเพื่อน หรือทุกคน ทั้งนี้จะมีผลกับข้อมูลที่โพสต์ไว้ก่อนหน้านี้ และที่จะโพสต์ในอนาคตด้วย นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถเลือกได้ว่าจะแบ่งปันลิสต์รายชื่อเพื่อน หรือหน้าที่ชอบ ให้คนอื่นเห็นหรือไม่เห็นได้อีกด้วย

นอกจากประเด็นความไม่ปลอดภัยเกี่ยวกับ ข้อมูลของผู้ใช้แล้ว ยังมีอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจของนักวิจัยจาก “VeriSign iDefence Labs” ซึ่งเป็นทีมงานวิจัยด้านความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งออกมาระบุถึงความเป็นไปได้ว่าอาจมีบัญชีของผู้ใช้เฟซบุ๊กกว่า 1.5 ล้านรายถูกแฮกเกอร์ที่เรียกตัวเองว่า “เคอร์ลอส” จารกรรมข้อมูลเพื่อลักลอบนำข้อมูลไปขายในตลาดมืด

โดยแฮกเกอร์จะตั้งราคาบัญชีที่ขโมยมาตามจำนวนเพื่อนที่มีในล็อกอินนั้นๆ เช่นมีเพื่อน 10 คน จะสนนราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 25 เหรียญสหรัฐ (ราว 800 บาท) หรือถ้ามีเพื่อน 10 คนขึ้นไป ราคาจะเพิ่มเป็น 45 เหรียญสหรัฐ (1,450 บาท) สำหรับวิธีการโจรกรรมข้อมูล คือ การทำหน้าเว็บเทียม เพื่อให้ผู้ใช้บริการกรอกข้อมูล รวมไปถึงการติดตั้งซอฟต์แวร์เพื่อจำการใส่รหัสบนแป้นพิมพ์

ริก โฮเวิร์ด ผู้อำนวยการของห้องวิจัย iDefense ยังกล่าวด้วยว่า ขณะนี้มีการโจรกรรมข้อมูลของเครือข่ายสังคมออนไลน์มากขึ้นในภาคพื้นยุโรปตะวันออกไปจนถึงสหรัฐ

ทว่า ท่ามกลางกระแสการเรียกร้องเรื่องความเป็นส่วนตัวบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ในประเทศไทยเอง ซึ่งมีสมาชิกเฟซบุ๊กมากเป็นอันดับที่ 23 ของโลก กลับเกิดปรากฏการณ์ใหม่ทางสังคมที่น่าจับตามอง

เดอะ คริสเตียน ไซเอนต์ มอนิเตอร์ รายงานว่า “เฟซบุ๊ก” ได้กลายร่างเป็นสนามรบชั้นดีในการทำสงครามข่าวสารเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารยามที่สถานการณ์การเมืองไทยตกอยู่ในความตึงเครียดในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 88 คน

ทั้งนี้ รายงานระบุว่า จากรายงานของ www.facebankers.com ซึ่งติดตามสถิติของเฟซบุ๊ก พบว่า นับตั้งแต่เดือน มี.ค. เมื่อการชุมนุมเริ่มต้นขึ้น จำนวนผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยเพิ่มขึ้น 40% หรือราว 3.6 ล้านคน ซึ่งมีจำนวนสมาชิกมากเป็นอันดับที่ 23 ของโลก

รายงานดังกล่าวยังระบุอีกว่า แม้จะไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับประเทศตะวันตกที่จะเห็นการใช้ถ้อยคำที่รุนแรงกันบนโลกออนไลน์ แต่ทว่าไม่ใช่สำหรับประเทศไทยซึ่งกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบางเสี่ยงต่อการปะทุได้ง่าย เนื่องจากการสื่อสารโดยใช้ถ้อยคำที่รุนแรงนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาอาจนำไปสู่ความรุนแรง

นอกจากนี้ เดอะ คริสเตียน ไซเอนต์ มอนิเตอร์ ยังมองว่า การคุยเรื่องการเมืองทางออนไลน์ในไทย เป็นชนวนของการใช้ถ้อยคำที่แสดงความเกลียดชัง การแพร่ข่าวลือ การรวมกลุ่มของพวกหัวอนุรักษนิยมมากๆ ที่ขับไล่ฝ่ายตรงข้าม และการรังควานในชีวิตจริง จนต้องมีการปิดอย่างน้อยกลุ่มหนึ่งในเฟซบุ๊กไปแล้วหลังจากมีคำร้องเรียน นอกจากนั้น การใช้เฟซบุ๊กเพื่อรวบรวมการสนับสนุนทางการเมืองและล่าฝ่ายตรงข้าม ยังบ่มเพาะความแตกแยกแม้แต่ในหมู่เพื่อนสนิท

สอดคล้องกับ อเล็กซ์ ฮิลตัน จากหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียน ของอังกฤษ ก็แสดงความเห็นว่า เฟซบุ๊กไม่ได้เป็นเพียงเครือข่ายสังคมออนไลน์ แต่เป็นสนามรบที่มีชีวิต และเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการเมือง

เทคโนโลยีก็เปรียบเสมือนเหรียญที่มีสองด้าน ทั้งด้านขาวและด้านมืด ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้จะมองเห็นด้านไหนมากกว่า

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI