
โศกนาฏกรรมฟอกซ์คอนน์ กระจกสะท้องชนชั้นแรงงานจีน
8...ทีมข่าวต่างประเทศ
ไม่มีใครปฏิเสธความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของพญามังกรจีนในวันนี้ ทว่าหลายคนก็อาจหลงลืมไปเช่นกันว่า ฟันเฟืองแห่งกลไกการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของจีนไม่ได้มาจากทุนสำรองระหว่างประเทศเกือบ 2.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากหยาดเหงื่อของประชาชน ซึ่งคนกว่าครึ่งหนึ่งจากประชากรกว่า 1,300 ล้านคน ไม่ได้ร่ำรวยเพราะความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจไปด้วย
และการฆ่าตัวตายต่อเนื่องของคนงานที่บริษัท ไอที ฟอกซ์คอนน์ ในเมืองอุตสาหกรรมเสิ่นเจิ้น ทางตอนใต้ของจีนนั้น ก็เป็นภาพสะท้อนอย่างหนึ่งถึงแรงงานหนุ่มสาวชาวจีนที่ยังต้องปากกัดตีนถีบกับชีวิตในวันนี้
คนงานส่วนใหญ่ในชุดเสื้อสีแดงขาว ล้วนเป็นคนหนุ่มสาวในวัย 18
–24 ปี แต่ละคนต่างก็รีบจัดการกับอาหารกลางวันที่โรงอาหาร หลายคนก็พากันไปสูบบุหรี่คลายเครียดริมรั้ว ซึ่งใกล้กับบ้านพักคนงานราว 3 แสนคนคนงานส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ยากจน และต้องกระเสือกกระสนไปหางานทำตามเมืองชายฝั่งที่ร่ำรวยอย่างเสิ่นเจิ้น ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของจีน ที่อยู่ห่างจากเกาะฮ่องกงเพียงแค่ข้ามฝั่งไปเท่านั้น ทว่าการแสวงหาความมั่งคั่งในเมืองอันร่ำรวยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แรงงานเหล่านี้ต้องทำงานหนักวันละ 12 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 6 วัน เพื่อผลิตอุปกรณ์ไฮเทคทั้งหลายที่ตัวเองไม่อาจเป็นเจ้าของ ทั้งไอโฟนจากค่ายแอปเปิล คอมพิวเตอร์จากค่ายเดลล์ และโทรศัพท์มือถือจากค่ายโนเกีย
เหตุสะเทือนขวัญการฆ่าตัวตายต่อเนื่องของคนงาน 11 คน ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่โรงงานฟอกซ์คอนน์ บริษัทไอทีซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในไต้หวัน ถือเป็นการฉายสปอตไลต์ไปยังสภาพเนื้อในของโรงงานทั้งหลายในจีน และแรงงาน 200 ล้านคน ที่เป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้อยู่ในความสนใจของคนส่วนใหญ่อีกครั้ง
“
แรงงานจากหมู่บ้านตามชนบททั้งหลายต่างก็มีระบบเกื้อหนุนจุนเจือกันและกันในสังคม ทว่าทันทีที่ออกมาจากหมู่บ้าน พวกเขาก็ต้องสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไป” กิลเบิร์ต หว่อง ศาสตราจารย์ด้านธุรกิจจากมหาวิทยาลัยฮ่องกง กล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพี“
หากคุณเป็นคนเมือง คุณก็จะคุ้นชินกับวิถีชีวิตแบบคนเมือง ทว่าพวกแรงงานเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ใช่คนเมือง”คนงานที่ฟอกซ์คอนน์จำนวนมากต้องจากครอบครัว จากบ้านมาไกลหลายพันกิโลเมตร เพื่อมาอยู่รวมกันในห้องสี่เหลี่ยมแออัดด้วยสมาชิก 7 คน หรือมากกว่านั้นในที่พักของบริษัท ทุกวันนี้แรงงานของฟอกซ์คอนน์มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 900 หยวน (ราว 4,225 บาท) ซึ่งไม่เพียงพอต่อการออกไปอาศัยเองนอกที่พักของบริษัท
บรรดานักเคลื่อนไหวเพื่อสังคม ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงในลักษณะเช่นนี้ได้นำไปสู่การโดดเดี่ยวทางสังคม ขณะที่ชั่วโมงการทำงานอันยาวนาน การได้รับการปฏิบัติตอบที่หยาบกระด้าง และค่าแรงต่ำนั้น ล้วนเป็นแรงกดดันให้นำไปสู่การฆ่าตัวตายนับสิบคนตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็ยังเป็นแรงบีบให้ เทอร์รี กั๊ว ผู้ก่อตั้งบริษัท ฟอกซ์คอนน์ ต้องนำคณะสื่อมวลชนลงทัวร์โรงงานในเมืองเสิ่นเจิ้น เพื่อพิสูจน์ว่าบริษัทของตนเองไม่ใช่โรงงานนรก
และหากเทียบอัตราการฆ่าตัวตายที่บริษัทแห่งนี้ ก็ต้องเรียกว่าต่ำกว่าระดับเฉลี่ยของจีน ซึ่งอยู่ที่ 7 ต่อ 1 แสนคน
ฟอกซ์คอนน์มีสภาพไม่ต่างจากเมืองเมืองหนึ่งที่พรั่งพร้อมไปด้วยโรงงาน ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ร้านเบเกอรี ธนาคาร และคลินิกฝังเข็ม ซึ่งแน่นอนว่าสภาพเช่นนี้ย่อมดีกว่าเขตอุตสาหกรรมอีกหลายแห่งในจีน ทว่าสไตล์การบริหารจัดการที่ไม่ต่างจากรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีน และสภาพการทำงานที่ไร้ชีวิตจิตใจ คือสิ่งที่ทำให้คนงานรู้สึกเป็นทุกข์
หลังเกิดเหตุพนักงานกระโดดตึกคนแล้วคนเล่า จนถึงรายล่าสุดที่เป็นข่าวฉาวไปทั่วโลก ทางบริษัทจึงได้ประกาศจะพยายามแก้ปัญหาต่างๆ อย่างจริงจัง ทั้งการตั้งศูนย์ฮอตไลน์ การเชิญพระสงฆ์และที่ปรึกษามาช่วยบำบัดพนักงานที่มีความเครียดหนัก และยังเตรียมตั้งเครือข่ายระวังภัยป้องกันการฆ่าตัวตายภายในเขตบริษัทอีกด้วย
เพราะการก้าวสู่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกนั้น ไม่สมควรอยู่บนข้อครหาของโศกนาฏกรรมชนชั้นแรงงานของเพื่อนร่วมชาติ







