
เวิลด์มอนิเตอร์
บลูมเบิร์ก – ธนาคารกลางเวียดนามออกแถลงการณ์ประกาศตัดลดอัตราอ้างอิงของตลาดแลกเปลี่ยนสำหรับค่าเงินด่องของประเทศลง 1% เป็นครั้งแรกในรอบปี และมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการวันที่ 19 มิ.ย. ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินด่องอยู่ที่ 21,246 ด่อง/เหรียญสหรัฐ โดยการตัดสินใจครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการส่งออกและสร้างเสถียรภาพให้กับค่าเงิน หลังจากที่ความสัมพันธ์กับประเทศจีนคู่ค้ารายใหญ่ของเวียดนามทวีความตึงเครียดมากขึ้น จากกรณีที่จีนตั้งแท่นขุดเจาะน้ำมันในพื้นที่พิพาททางทะเลจีนใต้
บลูมเบิร์ก – ธนาคารกลางเวียดนามออกแถลงการณ์ประกาศตัดลดอัตราอ้างอิงของตลาดแลกเปลี่ยนสำหรับค่าเงินด่องของประเทศลง 1% เป็นครั้งแรกในรอบปี และมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการวันที่ 19 มิ.ย. ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินด่องอยู่ที่ 21,246 ด่อง/เหรียญสหรัฐ โดยการตัดสินใจครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการส่งออกและสร้างเสถียรภาพให้กับค่าเงิน หลังจากที่ความสัมพันธ์กับประเทศจีนคู่ค้ารายใหญ่ของเวียดนามทวีความตึงเครียดมากขึ้น จากกรณีที่จีนตั้งแท่นขุดเจาะน้ำมันในพื้นที่พิพาททางทะเลจีนใต้
ปักกิ่ง (เอเอฟพี) – สำนักงานกำกับดูแลด้านการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของจีน (ซีเอฟอีทีเอส) ได้เปิดเผยว่า จีนจะเริ่มให้บริการซื้อขายเงินสกุลเงินหยวนของจีนและปอนด์ของอังกฤษได้โดยตรง โดยไม่ต้องใช้เงินเหรียญสหรัฐเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน ตั้งแต่วันที่ 19 มิ.ย.เป็นต้นไป เพื่อเป็นการสนับสนุนการค้าทวิภาคี และการลงทุนระหว่างจีนและอังกฤษ ทั้งนี้ ด้าน จอร์จ ออสบอร์น รัฐมนตรีคลังอังกฤษ ได้แสดงทัศนะว่า การที่สกุลเงินของจีนมีแนวโน้มที่จะผงาดเป็นที่หนึ่งของโลกนั้น ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในแวดวงการเงินโลก
วอชิงตัน (บลูมเบิร์ก) – ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศปรับลดขนาดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ลงอย่างต่อเนื่องอีกเดือนละ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็นผลให้วงเงินการซื้อพันธบัตรปรับลดมาอยู่ที่ระดับ 3.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมตรึงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในระดับต่ำต่อไปที่ 0-0.25% พร้อมกันนี้เฟดยังได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ลงไปอยู่ที่ 2.1-2.3% จากเดิม 2.9% กระนั้นเฟดยังคงแสดงท่าทีเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจของสหรัฐจะยังคงฟื้นตัวต่อไป
ลอนดอน (ไฟแนนเชียล ไทมส์) – บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจแคปเจมินิและอาร์บีซี เวลท์ แมเนจเม้นท์ เปิดเผยรายงานความมั่งคั่งของโลกประจำปี 2014 พบว่า ทวีปเอเชียมีแนวโน้มแซงหน้าทวีปอเมริกาเหนือในฐานะตลาดธุรกิจบริหารความมั่งคั่งขนาดใหญ่ที่สุดของโลกภายในปี 2015 หลังจากจำนวนของเศรษฐีที่มีมูลค่าสินทรัพย์ลงทุนอย่างน้อย 1 ล้านเหรียญสหรัฐทั่วโลก ปรับตัวเพิ่มขึ้น 15% จากเมื่อปีที่แล้วมาอยู่ที่ 13.7 ล้านคน ขณะที่เศรษฐีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นในระดับที่รวดเร็วที่สุด แม้ว่าตลาดทุนในตลาดเกิดใหม่ประสบภาวะผันผวนอย่างหนักเมื่อปีที่แล้วก็ตาม ผลสำรวจพบอีกว่า เศรษฐีราว 2 ใน 3 ของโลก คาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า จะต้องดำเนินการบริหารความมั่งคั่งผ่านระบบดิจิทัลเกือบทั้งหมดอีกด้วย







