
ท็อปดาวน์
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อินโดนีเซียเพิ่งจัด “ดีเบต” ครั้งแรกระหว่างสองผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคือ โจโก วิโดโด หรือ โจโกวี วัย 52 ปี ผู้ว่ากรุงจาการ์ตา ในฐานะผู้สมัครจากพรรคฝ่ายค้าน และ ปราโบโว สุเบียนโต้ วัย 62 ปี ลูกเขยของอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต
ก่อนจะเปิดเวทีดังกล่าวผลสำรวจความคิดเห็นของชาวอินโดนีเซียออกมาชัดเจนว่า ประชาชนส่วนใหญ่จะเลือกโจโกวีในการเลือกตั้งเดือน ก.ค.นี้
กว่าโจโกวีจะมาถึงจุดนี้ได้ ทุกท่านทราบหรือไม่ครับว่า โจโกวีบุรุษผู้นิยมใส่ “เสื้อลายสกอต” จนติดเป็น “แบรนด์โจโกวี” คนนี้ ตั้งแต่สมัยยังไม่ดังเคยทำอะไรมาบ้าง
แต่ก่อนเดิมทีโจโกวีเป็นนักธุรกิจในแวดวงอสังหาริมทรัพย์และเฟอร์นิเจอร์ ต่อมาในปี 2548 เขากลายเป็นนายกเทศมนตรีแห่งเมืองสุราการ์ตา มีผลงานมากมายที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ของประชาชนและสาธารณะ ทั้งการก่อสร้างตลาดชุมชนแห่งใหม่ ทำทางเท้าขนาด 3 เมตร บนถนนสายหลักของสุราการ์ตาเป็นระยะทางถึง 7 กิโลเมตร คุมเข้มเรื่อง
การตัดต้นไม้ในถนนสายหลัก รีแบรนด์เมืองสุราการ์ตาด้วยประโยคเด็ด “The Spirit of Java” และส่งเสริมให้เป็นศูนย์กลางของธุรกิจไมซ์
พอได้เป็นผู้ว่ากรุงจาการ์ตา ในปี 2555 ได้ลงพื้นที่อยู่อาศัยของคนยากจน ด้วยการแต่งตัวแบบ “บ้านๆ” ไม่ใส่สูท ไม่ผูกเนกไท พูดคุยกับประชาชนตั้งแต่เรื่องค่าครองชีพ ที่อยู่อาศัย ปัญหาน้ำท่วม ไปจนถึงเรื่องการเดินทาง นอกจากนี้เขายังได้จัดโปรแกรมดูแลสุขภาพให้แก่ประชาชนด้วยบัตร KJS จนประสบความสำเร็จ
เล่ามาถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่า โจโกวี เป็น “นักพัฒนา” ที่รู้ว่าทำอะไรแล้วจะเกิดประโยชน์ต่อพื้นที่ ขณะเดียวกันยังเป็น “นักการตลาด” ที่เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคสร้างแบรนด์ตัวเองให้ใกล้ชิดกับผู้บริโภคได้ รวมถึงเข้าใจสภาพตลาดลงพื้นที่สำรวจเองจนรู้ว่าผู้บริโภคต้องการอะไร ทั้งสองข้อนี้คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้โจโกวีก้าวสูงขึ้นไปเรื่อยๆ โดยมีบันไดเป็นแรงสนับสนุนของประชาชน
มาถึงล่าสุด เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เขาปราศรัยบนเวทีดีเบตอย่างชัดเจนว่า “ประชาธิปไตยในความหมายของเรา คือการฟังเสียงของประชาชนและทำมันให้สำเร็จ นั่นคือเหตุผลที่เราลงพื้นที่ตั้งแต่หมู่บ้าน ตลาดริมตลิ่ง ฟาร์ม ตลอดจนสถานที่จัดประมูลปลาทุกวัน เพราะเราต้องการฟังเสียงประชาชน”
ประโยคนี้น่าจะเป็นประโยคที่สำคัญที่สุด เพราะสะท้อนให้เห็นว่าเขาพร้อมจะฟัง ไม่ใช่ฟังแล้วทิ้ง แต่ฟังแล้วทำต่อยอด และยังช่วยยืนยันประโยคที่เขาเคยพูดในอดีตด้วยว่า เขาไม่ต้องการบริหารแบบ “ท็อปดาวน์” ต้องการบริหารแบบ “บอททอมอัพ” มากกว่า
เรายังไม่รู้ว่าอนาคต อินโดนีเซียจะได้โจโกวีเป็นประธานาธิบดีจริงหรือไม่ แต่ผมเชื่อว่าหากประเทศใดมีผู้บริหารแบบบอททอมอัพ เป็นทั้งนักพัฒนาและนักการตลาดที่เข้าใจประชาชนและความเป็นไปของโลกคงดีไม่ใช่น้อย
กลับมาดูที่ประเทศไทยสิ่งที่เกิดขึ้นคือนักการเมืองบ้านเราในช่วงหลายปีมานี้บริหารประเทศกันแบบ “ท็อปดาวน์” ลงมาเจอหน้าประชาชนเฉพาะช่วงหาเสียง พัฒนาแต่โครงการที่ตัวเองจะได้ “มีเอี่ยว”
ถ้านักการเมืองหรือพรรคการเมืองไหนอยากจะปฏิรูปอะไร แนะนำว่าดูโจโกวีเป็นตัวอย่างก็ดีครับ







