
รัฐประหารไทยฟื้นเชื่อมั่นไม่กระทบภูมิภาคอาเซียน
เดอะ สตาร์ ออนไลน์ ของมาเลเซีย รายงานผลการพูดคุยในระหว่างการประชุมโต๊ะกลมแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
เดอะ สตาร์ ออนไลน์ ของมาเลเซีย รายงานผลการพูดคุยในระหว่างการประชุมโต๊ะกลมแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (เอพีอาร์) ครั้งที่ 28 ซึ่งจัดโดยสถาบันวิจัยระหว่างประเทศและยุทธศาสตร์ (ไอซิส) ในมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 24 มิ.ย. ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยการทำรัฐประหารของไทยเป็นหนึ่งในหัวข้อที่มีการหารือ ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าการเข้ายึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นั้น ไม่ส่งผลกระทบต่อการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เนื่องจากเป็นเรื่องการเมืองภายในประเทศ โดยที่ประชาคมอาเซียนนั้นสนใจเพียงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมาชิกเท่านั้น
ขณะที่ในด้านความมั่นคง เสรีภาพ และเศรษฐกิจของบรรดาประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ประชุมเห็นว่าไทยยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสถาบันนานาชาติอย่างธนาคารโลก และประเทศเพื่อนบ้าน แม้จะเกิดการรัฐประหารขึ้น อีกทั้งกองทัพยังช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและนักท่องเที่ยวกลับเข้ามาในไทยอีกครั้ง หลังจากที่ไทยต้องประสบกับวิกฤตทางการเมืองยืดเยื้อเป็นเวลากว่าครึ่งปี
อย่างไรก็ตาม ผู้เข้าร่วมประชุมบางคนมีความเห็นว่าคณะผู้ปกครองไทยในขณะนี้ ควรปล่อยให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในเดือน ก.พ. ทำหน้าที่ต่อไป ขณะที่บางฝ่ายในที่ประชุมแนะให้ทางกองทัพจัดการเลือกตั้งและคืนอำนาจให้กับฝ่ายพลเรือนโดยเร็วที่สุด กระนั้นแนวทางดังกล่าวก็อาจจะทำให้สถานการณ์กลับสู่ความวุ่นวายอีก เนื่องจากฝ่ายที่พ่ายแพ้ก็อาจจะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง และการเมืองไทยก็อาจจะเข้าสู่ยุคนองเลือดได้
ขณะเดียวกัน ทางด้านเว็บไซต์ของสถานีโทรทัศน์แชนแนล นิวส์ เอเชีย ในสิงคโปร์ เปิดเผยบทสัมภาษณ์ของ ราจีฟ บิสวาส นักเศรษฐศาสตร์เอเชียจากบริษัทให้คำปรึกษาไอเอชเอส ว่า แม้ทหารจะพยายามเข้ามาฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ กระนั้นนักลงทุนยังคงไม่มั่นใจนัก โดยเห็นตัวอย่างจากเมื่อครั้งปี 2006 เมื่อกองทัพได้เข้ายึดอำนาจ ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะหุ้นตกต่ำอย่างรุนแรง เป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงการขาดความเชี่ยวชาญด้านการบริหารเศรษฐกิจและการบริหารจัดการรัฐบาล ซึ่ง บิสวาส แนะว่าคณะผู้บริหารประเทศของไทยในขณะนี้ น่าจะเล็งเห็นถึงบทเรียนจากในครั้งนั้น
“ความพยายามที่จะบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลทหารที่ผ่านมานั้น ได้สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนด้อยในทักษะด้านการบริหารงานด้านเศรษฐกิจและการจัดการอย่างชัดเจน” บิสวาส กล่าว
รายงานยังอ้างความเห็นของ ไรอัน อาเฮริน นักวิเคราะห์จากบริษัทให้คำปรึกษาด้านความเสี่ยง “เมเปิลครอฟท์” ด้วยว่า ภาวะไร้เสถียรภาพในระยะยาวเป็นเรื่องที่นักลงทุนกังวลที่สุด เนื่องจากจะทำให้ไทยมีนโยบายทางเศรษฐกิจที่ขาดตอน แม้ว่าในขณะนี้นักลงทุนอาจจะยังไม่ถอนทุนออกจากตลาดไทยก็ตาม ทว่าก็ยังไม่กล้าเสี่ยงลงทุนเพิ่มแต่อย่างใด จนกว่าไทยจะจัดการเลือกตั้ง หรือมีสัญญาณบ่งชี้ให้เห็นถึงความมั่นคงในระยะยาวมากกว่านี้







