
ต่างชาติกังวลศก.ไทยเจอพิษการเมืองฉุดซบยาว
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ประเมินว่า สถานการณ์การเติบโตของไทยในขณะนี้มีแนวโน้มได้รับผลกระทบเรื้อรังในระยะยาว
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
สื่อต่างชาติแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์เศรษฐกิจของไทย ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายและภาวะกดดันจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ประเมินว่า สถานการณ์การเติบโตของไทยในขณะนี้มีแนวโน้มได้รับผลกระทบเรื้อรังในระยะยาว
สำนักข่าวเอพีรวบรวมข้อมูลด้านเศรษฐกิจของไทยในหลายภาคส่วน โดยพบว่า การเข้ามาแทรกแซงของทหาร แม้จะทำให้ไทยมีเสถียรภาพชั่วคราว แต่ก็เป็นเพียงระยะสั้นๆ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักหวั่นว่า การกระทำครั้งนี้อาจจบลงด้วยการทำให้ประเทศแตกแยกหนักขึ้น กระทั่งฉุดรั้งเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในสังคมโดยรวม
รายงานระบุว่า ท่ามกลางประเทศกำลังพัฒนา ไทยจัดอยู่ในประเทศที่มีรายได้และมาตรฐานการครองชีพในลำดับต้นๆ และมีศักยภาพที่จะก้าวไปสู่พัฒนาแล้ว โดยเศรษฐกิจไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 ของภูมิภาคเอเชีย และมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ส่งออกอาหาร จุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยว ศูนย์กลางผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
แต่เนื่องจากความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้เศรษฐกิจไทยติดขัด และสร้างความเดือดร้อนต่อผู้ประกอบการต่างชาติหลายแห่ง เช่น บริษัท โตโยต้า ของญี่ปุ่น หรือบริษัท พอสโก ผู้ผลิตเหล็กของเกาหลีใต้ ที่แม้ยังคงแผนการลงทุนในไทย แต่ก็ต้องปรับเปลี่ยนแผนการผลิตในระยะสั้น ขณะที่นักลงทุนในตลาดทุนขาดความเชื่อมั่นจนแห่เทขายสินทรัพย์ไทย ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมามีการเทขายราว 640 ล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมวิตกมากขึ้นว่าอาจมีการจลาจลเกิดขึ้น
นอกจากนี้ สถานการณ์ดังกล่าวเป็นปัจจัยที่ท้าทายเศรษฐกิจไทยมากพออยู่แล้ว แต่เมื่อมีการรัฐประหารเกิดขึ้นซ้ำอีก ก็ยิ่งทำให้การรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจของไทยมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และจำเป็นต้องจับตามองต่อไปว่า คณะรัฐประหารของไทยจะจัดการประเด็นเศรษฐกิจอย่างไร ก่อนที่จะเรื้อรังจนยากเยียวยา
ขณะที่สถานการณ์การท่องเที่ยว หนึ่งในแหล่งรายได้หลักของประเทศจนถึงขณะนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีนและฮ่องกงที่เดินทางมาเยือนไทยเริ่มมีปริมาณลดลง โดยเดือนม.ค.-เม.ย.มีนักท่องเที่ยวชาวจีนมาไทย 1.3 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 18% ขณะที่ชาวฮ่องกงลดลง 42% และนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นลดลงเกือบ 20%
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ของประเทศไทยที่ยังอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกและการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดเข้มงวดจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้หลายประเทศยังคงออกแถลงการณ์เตือนให้นักท่องเที่ยวของตนเองเพิ่มความระมัดระวังในการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศไทย หลีกเลี่ยงการไปยังสถานที่สุ่มเสี่ยงและติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางสถานทูตหรือสื่อต่างๆ อย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีคำเตือนถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ กระนั้นจากการสัมภาษณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติที่พำนักอยู่ในไทยขณะนี้ของสำนักข่าวเอเอฟพี พบว่า ส่วนใหญ่ไม่ค่อยหวาดกลัวเหตุการณ์รัฐประหารในไทยมากนัก โดยให้เหตุผลตรงกันว่าเนื่องจากสถานการณ์ทั่วไปของสังคมไทยยังคงเป็นปกติ ไม่แตกต่างจากก่อนหน้าการเกิดรัฐประหาร เพียงแต่อาจมีความไม่สะดวกบางประการ เช่น กรณีการกำหนดเคอร์ฟิว ที่นักท่องเที่ยวไม่สามารถออกมากินเลี้ยงสังสรรค์ยามค่ำคืนได้เหมือนเช่นทุกครั้งที่มาเยือนกรุงเทพฯ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวบางกลุ่มตัดสินใจย่นระยะเวลาที่จะอยู่ในกรุงเทพฯ ให้สั้นลงจากกำหนดการเดิม
นอกจากนี้ สื่อต่างชาติยังรายงานไปในทางเดียวกันว่า การรัฐประหารตามแบบฉบับของไทยค่อนข้างแตกต่างจากรัฐประหารที่เกิดขึ้นทั่วโลกอย่างเห็นได้ชัด โดยนอกจากคนไทยส่วนใหญ่จะไม่ยินดียินร้ายต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ยังมีการหยิบยกแง่มุมขำขันมาล้อเลียนรัฐประหารในครั้งนี้ ส่งผลให้บรรยากาศโดยรวมค่อนข้างปราศจากความตึงเครียดพอสมควร
ด้าน มาร์ค กอลลอม ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ซีบีซี นิวส์ แคนาดา สรุปว่า การรัฐประหารครั้งนี้ไม่ต่างอะไรกับการกดปุ่มรีเซ็ตเริ่มต้นใหม่สำหรับประเทศไทย เพียงแต่เกรงว่าการล้างกระดานครั้งนี้ อาจไม่ต่างจากอดีตคือไม่อาจนำพาไทยให้หลุดออกมาจากปัญหา และวนเวียนอยู่ภายในวังวน รัฐประหาร-เลือกตั้ง-ประท้วง ไม่จบสิ้น
ส่วนปฏิกิริยาคืบหน้าล่าสุดของต่างประเทศ 3 วัน หลังการรัฐประหาร มารี ฮาร์ฟ โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ออกแถลงการณ์ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐได้ตัดสินใจระงับเงินช่วยเหลือด้านการทหารแก่ไทยในเบื้องต้น 3.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 112 ล้านบาท) ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของเงินช่วยเหลือทางการทหารทั้งหมด พร้อมทบทวนความช่วยเหลือระดับทวิภาคีไทย มูลค่าราว 7 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 224 ล้านบาท) ตลอดจนความช่วยเหลือจากโครงการระดับสากลและระดับภูมิภาคต่อไป ก่อนเน้นย้ำจุดยืนของสหรัฐที่เร่งให้ไทยฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยให้เร็วที่สุด
ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์สเผยแพร่บทความกึ่งวิเคราะห์เตือนให้ไทยเตรียมรับผลกระทบจากการรัฐประหารครั้งล่าสุดให้ดี โดยอ้างความเห็นของ แอนดรูว์ วอล์กเกอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไทยและคณบดีวิทยาลัยเอเชียแปซิฟิกศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ที่ระบุว่า สถานการณ์ในขณะนี้ค่อนข้างอันตราย เพราะบทเรียนที่ผ่านมาฝ่ายต่อต้านรัฐประหารมักจะไม่ตอบโต้ด้วยแนวทางสันติวิธี และเป็นภาระหน้าที่ที่หนักหน่วงของคณะรัฐประหารจะต้องรักษาสมดุลอำนาจของทุกฝ่าย เพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือดในสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงขณะนี้







