
ญี่ปุ่นทำลงทุนอินโดฯหวังเป็นฮับยานยนต์แห่งใหม่
ญี่ปุ่นหนุนลงทุนอินโดนีเซีย หวังให้เป็นศูนย์กลางยานยนต์แห่งใหม่ ขณะที่อาเซียนบวก 3
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ญี่ปุ่นหนุนลงทุนอินโดนีเซีย หวังให้เป็นศูนย์กลางยานยนต์แห่งใหม่ ขณะที่อาเซียนบวก 3 เล็งเสริมแกร่งกองทุนค้ำประกันเครดิต กันทุนไหลออก
กระทรวงการคลังญี่ปุ่น ประกาศเปิดตัวโครงการใหม่เพื่อผลักดันให้มีการลงทุนในอินโดนีเซียมากขึ้น หลังจากบริษัทญี่ปุ่นโดยเฉพาะผู้ผลิตรถยนต์ เริ่มให้ความสำคัญกับอินโดนีเซีย ในฐานะศูนย์กลางการผลิตแห่งใหม่ในภูมิภาคอาเซียน
ทั้งนี้ มีเป้าหมายหลักเพื่อกระจายฐานภาคการผลิตในอาเซียนให้หลากหลายมากขึ้น จากเดิมที่กระจุกตัวอยู่แต่ในไทย ที่เคยประสบปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2011 และวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังยืดเยื้อ
วอลสตรีท เจอร์นัล ระบุว่า โครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้การบริหารธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศของรัฐบาลญี่ปุ่น (เจบีไอซี) ที่จะรับประกันการขาดทุนให้แก่ธนาคารในญี่ปุ่น สำหรับการแลกเปลี่ยนเงินเยนเป็นเงินรูเปียห์กับธนาคารของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นธุรกรรมที่เปิดทางให้ลูกค้าทำธุรกิจด้วยสกุลเงินท้องถิ่น เพื่อลดความเสี่ยงของนักลงทุนญี่ปุ่นที่ต้องการลงทุนทางโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งถนนและการจัดการสิ่งปฏิกูล ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญก่อนขยายธุรกิจไปยังอินโดนีเซีย หากโครงการนี้สำเร็จญี่ปุ่นจะทำข้อตกลงด้านการลงทุนกับฟิลิปปินส์ต่อ
ในวันเดียวกันนี้ บรรดารัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) 10 ประเทศ และญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ เห็นพ้องในข้อตกลงเสริมความแข็งแกร่งและเร่งผลักดันการบังคับใช้กองทุนสำรองพหุภาคีภายใต้มาตรการริเริ่มเชียงใหม่ (ซีเอ็มไอเอ็ม) ให้เร็วขึ้น หวังป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น หากเกิดภาวะกระแสทุนไหลออกอย่างหนักจากการคุมเข้มมาตรการทางการคลังของสหรัฐ ทั้งการลดขนาดมาตรการผ่อนปรนเชิงนโยบาย (คิวอี 3) และความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคตอันใกล้
ที่ประชุมอาเซียนบวก 3 ซึ่งจัดขึ้นคู่ขนานกับการประชุมของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ที่มีขึ้นระหว่างวันที่ 4-5 พ.ค. ในกรุงอัสตานาของคาซัคสถาน ยังได้ให้การรับรองในข้อตกลงเพิ่มขนาดกลไกการค้ำประกันเครดิตและการลงทุน (ซีจีไอเอฟ) ซึ่งเป็นกองทุนค้ำประกันพันธบัตรให้แก่ภาคเอกชน เพื่อช่วยสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสามารถระดมทุนได้สะดวกมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่ 700 ล้านเหรียญสหรัฐ ไปอยู่ที่ 1,750 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อป้องกันความผันผวนในตลาดพันธบัตรในเอเชีย
พร้อมกันนี้ ที่ประชุมยังออกโรงเตือนว่า เศรษฐกิจของชาติสมาชิกในกลุ่มอาเซียนบวก 3 บางประเทศยังคงเปราะบาง และเสี่ยงได้รับผลกระทบรุนแรงจากการคุมเข้มมาตรการทางการคลังของสหรัฐ จากระดับหนี้ของภาครัฐและเอกชนที่อยู่ในระดับสูง และความไร้เสถียรภาพทางการคลัง หากตลาดการเงินกลับมาผันผวนอีกครั้ง







