posttoday
โลกสะท้านไทยระเบิดสงครามกลางเมือง

โลกสะท้านไทยระเบิดสงครามกลางเมือง

16 พฤษภาคม 2553

ประเทศไทย กลายเป็นศูนย์กลางของการรายงานข่าวของสื่อทั่วโลก หลังจากที่ความรุนแรงได้ปะทุขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 นับตั้งแต่การลอบยิง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล และระเบิดขึ้นเป็นสงครามกลางเมือง

ประเทศไทย กลายเป็นศูนย์กลางของการรายงานข่าวของสื่อทั่วโลก หลังจากที่ความรุนแรงได้ปะทุขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 นับตั้งแต่การลอบยิง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล และระเบิดขึ้นเป็นสงครามกลางเมือง

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ประเทศไทย กลายเป็นศูนย์กลางของการรายงานข่าวของสื่อทั่วโลก หลังจากที่ความรุนแรงได้ปะทุขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 นับตั้งแต่การลอบยิง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล และระเบิดขึ้นเป็นสงครามกลางเมือง เกิดการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่องทั่วเมืองหลวง รัฐบาลยกเลิกแผนปรองดอง เดินหน้ามาตรการขอคืนพื้นที่ชุมนุมคืน

เว็บไซต์เดอะซันของอังกฤษรายงานสถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้ว่า เริ่มปรากฏเค้าลางของสงครามกลางเมืองขึ้นชัด ภายหลังเกิดเหตุลอบยิง พล.ต.ขัตติยะ แกนนำหัวรุนแรงของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) รายงานของเดอะซันระบุว่า ความพยายามในการลอบสังหาร เสธ.แดง นี้เองที่เป็นสาเหตุให้เกิดการใช้ความรุนแรงระลอกใหม่ขึ้น

ด้านสำนักข่าวบีบีซี และรอยเตอร์ส ก็ได้รายงานสถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้ว่า เหตุการณ์การปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับกลุ่มผู้ชุมนุมที่กำลังเกิดขึ้นได้เปลี่ยนพื้นที่บางส่วนของกรุงเทพฯ ไปเป็น “สมรภูมิแห่งสงคราม” และเป็นสาเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 17 ราย และบาดเจ็บ 147 ราย

สำนักข่าวรอยเตอร์สยังได้รายงานโดยอ้างแหล่งข่าว ซึ่งระบุว่า เป็นผู้ใกล้ชิดกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เปิดเผยว่า สถานการณ์ความรุนแรงในไทยไม่จบลงในเร็ววันนี้ โดยเกรงว่ากลุ่มผู้ประท้วงจำนวนมากจะโอบล้อม และโจมตีกองกำลังเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่

“จะมีการปะทะอีกหลายต่อหลายครั้งในช่วงไม่กี่วันนี้ แต่เรายังคงมั่นใจว่าเราจะสามารถโอบล้อม และยึดคืนพื้นที่ส่วนมากได้สำเร็จ” แหล่งข่าวเผยกับรอยเตอร์ส

ด้านเว็บไซต์ของเอเชียไทมส์ ออนไลน์ นำเสนอบทวิเคราะห์ของ เบรน แมคคาร์ทาน ต่อสถานการณ์เมืองไทยในขณะนี้ว่า รัฐบาลคือฝ่ายที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการเสียชีวิตของ เสธ.แดง แม้ว่ารัฐบาลจะได้ปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

แมคคาร์ทาน ให้ความเห็นว่า พฤติกรรมการแสดงออกที่เปิดเผยตรงไปตรงมา พูดจาโผงผางของ เสธ.แดง นั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้เขามีศัตรูมาก รวมไปถึงกับบรรดาแกนนำ นปช. เองที่ก็เริ่มไม่พอใจในตัว เสธ.แดง เนื่องจากออกมาคัดค้านแนวทางของแกนนำที่สนับสนุนแผนปรองดองของรัฐบาล และจะยอมสลายการชุมนุม อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์ระบุว่า ไม่น่าเป็นไปได้ที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะทำการลอบสังหารฝ่ายเดียวกันเอง

ทั้งนี้ บทวิเคราะห์ระบุว่ามีความเป็นไปได้ว่ากลุ่มธุรกิจซึ่งไม่พอใจการยึดพื้นที่บริเวณแยกราชประสงค์ อันเป็นสาเหตุให้สูญเสียรายได้มหาศาล จะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ลอบยิง เสธ.แดง ในครั้งนี้ หลังจากก่อนหน้านี้เคยมีนักสังเกตการณ์วิเคราะห์ว่ากลุ่มธุรกิจเหล่านี้คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังกลุ่มคนเสื้อหลากสีที่ออกมาชุมนุมสนับสนุนการทำหน้าที่ของรัฐบาลและต่อต้านกลุ่มคนเสื้อแดง

บทวิเคราะห์ระบุว่า ในที่สุดแล้วอาจจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ลอบยิง เสธ.แดง ในครั้งนี้ และไม่ว่าใครอยู่เบื้องหลังเหตุดังกล่าว สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือ

การรับรู้ของกลุ่มผู้ชุมนุมที่เชื่อมั่นอย่างมากว่า มือปืนซุ่มยิง หรือสไนเปอร์อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ในครั้งนี้ ซึ่งทำให้กลุ่มผู้ชุมนุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ์ดของคนเสื้อแดงที่นับถือ เสธ.แดง อย่างมากนั้นยิ่งทวีความไม่พอใจ และโกรธแค้นรัฐบาลและกองทัพมากยิ่งขึ้น

ทางด้านเว็บไซต์เดอะการ์เดียน ของอังกฤษ นำเสนอบทวิเคราะห์ของ ไซมอน ทิสดอล เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทยว่า ความขัดแย้งที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง ซึ่งปราศจากความช่วยเหลือจากต่างชาตินั้น ได้ส่งผลกระทบที่สำคัญต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของทั้งภูมิภาค

ทิสดอล ยกตัวอย่างให้เห็นว่า หากความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย ณ ขณะนี้ ไปเกิดขึ้น ณ ใจกลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส บรรดานักวิเคราะห์ นักสังเกตการณ์ชาวต่างชาติคงจะไม่นิ่งเฉยอยู่เช่นนี้ ซึ่งประเด็นเรื่องการต่อสู้ทางชนชั้น การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม ความเสียหายทางเศรษฐกิจ และจุดจบของประชาธิปไตยคงจะถูกหยิบยกขึ้นมาหารืออย่างเข้มข้น นอกจากนั้น คงจะมีแรงกดดันอย่างมหาศาลจากภายนอกเรียกร้องให้ยุติสถานการณ์

บทวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า ระบอบประชาธิปไตยของไทยนั้นเป็นแบบอย่างให้กับประเทศเพื่อนบ้าน และเป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาโดยตลอด

ทิสดอล ชี้ว่า การเมืองไทยเป็นแบบอย่างให้กับประชาธิปไตยในมาเลเซียที่เต็มไปด้วยปัญหาความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ การละเมิดสิทธิมนุษยชน และการใช้อำนาจแบบเผด็จการของรัฐบาลในการตอบโต้ รวมทั้งเป็นแบบอย่างให้กับพม่าซึ่งต่อสู้เรียกร้องเพื่อประชาธิปไตยกับรัฐบาลทหารมาอย่างยาวนาน

ยิ่งไปกว่านั้น ระบอบประชาธิปไตยของไทยยังมีความสำคัญต่อบรรดาประเทศมหาอำนาจตะวันตกหลายๆ ประเทศ ในยุคสมัยที่ลัทธิคอมมิวนิสต์จากจีนได้แพร่กระจายเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บทวิเคราะห์ระบุว่า หากสถานการณ์การเมืองไทยที่ปรากฏให้เห็นความไม่เท่าเทียมกันในสังคม การละเมิดสิทธิมนุษยชน ตลอดจนความพยายามในการแทรกแซงสถาบันประชาธิปไตยยังไม่สามารถมีน้ำหนักมากเพียงพอที่จะดึงนานาประเทศให้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและหาทางออกให้กับความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่ มาตรการทางด้านความมั่นคงที่เห็นแก่ตัวของผู้มีอำนาจจะถูกนำมาใช้ในที่สุด

นอกเหนือจากประเด็นที่จะกระทบกับความมั่นคงในภูมิภาค บทวิเคราะห์ของการ์เดียนยังชี้ให้เห็นว่า ความพยายามที่จะระบุตัวตนของกลุ่มคนเสื้อแดงว่าเป็นกลุ่มคนยากจนทั้งในเมืองหลวงและชนบท และระบุว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นกลุ่มของชนชั้นนำทางการเมือง นายทหารระดับสูง และชนชั้นกลางที่มีฐานะดี หรือการให้ความสำคัญของความขัดแย้งในครั้งนี้ว่าเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างคนรวยกับคนจนนั้นอาจจะไม่ถูกต้องเท่าไรนัก เพราะในความเป็นจริงแล้วความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่มีความซับซ้อนกว่านั้นมาก

บทวิเคราะห์ยังระบุถึงผลกระทบและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นว่า นอกจากจะทำให้นักท่องเที่ยวหวั่นกลัวไม่กล้าเดินทางมายังประเทศไทยแล้ว ความขัดแย้งในครั้งนี้ยังจะทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมทั้งความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนลดต่ำลงทั้งหมด

และหากประเทศไทยต้องประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ผู้ที่จะได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดก็หนีไม่พ้นกลุ่มประชาชนที่มีฐานะยากจนซึ่งเป็นชนชั้นล่างที่สุดของสังคม และจะมีผลทำให้ความไม่เท่าเทียม เกิดรอยร้าว และความแตกแยกทางสังคมยิ่งเข้มข้นมากขึ้นไปอีก

ทางด้าน เดนนี ริชาร์ด นักวิเคราะห์จากอีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจน ยูนิต ก็ระบุถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นด้วยว่า การปะทะด้วยปืนและการขว้างปาระเบิดที่เกิดขึ้น ทำให้นักลงทุนหันไปมองประเทศอื่นในการลงทุนแทนไทย

“ผมไม่คิดว่าคนส่วนมากจะเห็นการสิ้นสุดของการประท้วง และจุดจบของวิกฤตการเมืองไทย แม้ว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น อีกฝ่ายหนึ่งก็จะปฏิเสธผลการเลือกตั้ง และความชอบธรรม ซึ่งทำให้เกิดการต่อต้าน และวัฏจักรของการประท้วง” ริชาร์ด ระบุ

ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานในเว็บไซต์วอลสตรีต เจอร์นัล ของ เจมส์ ฮุกเวย์ ที่กล่าวอ้างความคิดเห็นของ พอล แชมเบอร์ส ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกองทัพไทย จากมหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก ในเยอรมนี ว่า ปัญหาที่สำคัญของการเมืองไทยในเวลานี้ก็คือ ทั้งกลุ่ม นปช. และฝ่ายตรงข้ามไม่พร้อมที่จะยอมรับผลการเลือกตั้ง

“เมื่อใดก็ตามที่มีการจัดการเลือกตั้งขึ้น จะเกิดความวุ่นวายโกลาหลขนานใหญ่” แชมเบอร์ส ระบุ 
 

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา