
TPP-RCEP ยังฝุ่นตลบ
การประชุมความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ TPP แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือที่ประชุมไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้
อภิรดี ตันตราภรณ์
เมื่อ สัปดาห์ที่แล้ว มีการประชุมความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ TPP ค่ะ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือที่ประชุมไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้
สาเหตุสำคัญมาจากบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาไม่ได้อำนาจพิเศษในการเจรจาการค้าแบบเร่งด่วน (Trade Promotion Authority) หรือที่เรียกย่อๆ ว่ากฎหมายฟาสต์แทร็ค ทำให้เรื่องที่สหรัฐมาตกลงกับที่ประชุม TPP อาจไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส แน่นอนค่ะว่า พอเป็นแบบนี้ประเทศสมาชิกคู่เจรจาก็ไม่มั่นใจและไม่กล้าเสี่ยงตกลงอะไรด้วย เพราะแบไต๋สุดท้ายไปก็อาจโดนแก้ไขอีก
การไม่ได้ฟาสต์แทร็ค จะทำให้ TPP สะดุดอย่างแน่นอนค่ะ เพราะที่ผ่านมาสหรัฐเคยเจรจาการค้ากับเกาหลีใต้ แต่สุดท้ายสภาคองเกรสไม่เห็นด้วย ต้องแก้ไขข้อตกลงกันใหม่ เสียเวลากันไปเป็นปีๆ ถ้าการเจรจา 2 ฝ่ายยังประสบปัญหาขนาดนั้น TPP ซึ่งมีสมาชิกกว่า 10 ประเทศจึงน่าจะยิ่งลำบาก
ข้ามฟากมาฝั่งความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP ก็ยังมีปัญหาฝุ่นตลบไม่แพ้กัน เนื่องจากมีประเทศคู่ตรงข้ามอย่างอินเดีย และออสเตรเลีย มารวมกันอยู่ในเวทีเดียว
ในแง่ภูมิศาสตร์ ออสเตรเลีย เป็นประเทศที่อยู่ไกลจากประเทศอื่นๆ มากค่ะ จึงทำให้เขาไม่อยากถูกปล่อยทิ้งไว้ แม้ก่อนหน้านี้เขาเคยพยายามปกป้องอุตสาหกรรมสิ่งทอและยานยนต์ของตัวเอง แต่นโยบายปัจจุบันคือเปิดเสรีทุกด้านเต็มกำลัง ลดภาษีสินต่างๆ เหลือ 0% ให้หมด
ขณะที่อินเดีย ขึ้นชื่อเรื่องการคุมเข้มกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า (Rule of Origin) พร้อมทั้งยังมีมาตรการกีดกันการค้าเสรีอีกหลายเรื่อง
นอกจากคู่ตรงข้ามอย่างอินเดีย-ออสเตรเลียแล้ว RCEP ยังมีคู่ญี่ปุ่นและจีนยังที่มีปัญหากันเอง จนไม่อาจคุยกันได้อย่างเต็มที่ และญี่ปุ่นก็ไม่ต้องการเปิดเสรีสินค้าเกษตรให้ใครด้วย
แม้อาเซียนจะมีข้อตกลงเขตการค้าเสรีหรือเอฟทีเอกับประเทศต่างๆ เหล่านี้แล้ว รวมถึงได้คะแนน เออีซี สกอร์การ์ด ด้านการบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลกมากที่สุดในเป้าหมายเออีซี 4 ด้าน แต่ก็ไม่ได้ทำให้การเจรจา RCEP ราบรื่น
ระหว่างที่ยังตอบได้ยากว่า TPP และ RCEP จะตกลงเสร็จสิ้นทันเดือน มี.ค.นี้ และปี 2558 หรือไม่ เวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ APEC ก็ต้องการให้ทั้ง 2 ความร่วมมือเป็นบันไดนำไปสู่เขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก หรือ FTAAP
นั่นหมายความว่า RCEP ซึ่งประกอบไปด้วยประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมาก ต้องพยายามปรับมาตรฐานของตัวเองให้เท่า TPP ตั้งแต่ตอนนี้ด้วย
ในส่วนของไทยเอง ดิฉันมองว่าเราปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานของ RCEP ได้ไม่ยากค่ะ แม้ในขณะนี้จะดูเหมือนยังฝุ่นตลบอยู่บ้างก็ตาม แต่ในส่วนของ TPP นั้นยังมีข้อน่ากังวลอยู่มาก
ถ้าเราต้องการสิทธิประโยชน์จาก TPP เราเองก็ต้องเร่งปรับตัวค่ะ เพื่อให้เราพร้อมไม่ว่าจะเจรจาจบในปีนี้หรือไม่ อย่างไรก็ดี รัฐบาลต้องพิจารณาให้ดีค่ะว่า การเข้าไปใช้มาตรฐานระดับ TPP จะส่งผลกระทบต่อคนในประเทศมากน้อยขนาดไหน
รัฐไม่ควรนิ่งเฉย แต่ต้องเร่งช่วยคนที่ต้องการความช่วยเหลือ ไทยจะได้ปรับตัวให้ได้มาตรฐานและรับประโยชน์ที่ควรจะได้อย่างเต็มที่ค่ะ
เมื่อ สัปดาห์ที่แล้ว มีการประชุมความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ TPP ค่ะ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือที่ประชุมไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้
สาเหตุสำคัญมาจากบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาไม่ได้อำนาจพิเศษในการเจรจาการค้าแบบเร่งด่วน (Trade Promotion Authority) หรือที่เรียกย่อๆ ว่ากฎหมายฟาสต์แทร็ค ทำให้เรื่องที่สหรัฐมาตกลงกับที่ประชุม TPP อาจไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส แน่นอนค่ะว่า พอเป็นแบบนี้ประเทศสมาชิกคู่เจรจาก็ไม่มั่นใจและไม่กล้าเสี่ยงตกลงอะไรด้วย เพราะแบไต๋สุดท้ายไปก็อาจโดนแก้ไขอีก
การไม่ได้ฟาสต์แทร็ค จะทำให้ TPP สะดุดอย่างแน่นอนค่ะ เพราะที่ผ่านมาสหรัฐเคยเจรจาการค้ากับเกาหลีใต้ แต่สุดท้ายสภาคองเกรสไม่เห็นด้วย ต้องแก้ไขข้อตกลงกันใหม่ เสียเวลากันไปเป็นปีๆ ถ้าการเจรจา 2 ฝ่ายยังประสบปัญหาขนาดนั้น TPP ซึ่งมีสมาชิกกว่า 10 ประเทศจึงน่าจะยิ่งลำบาก
ข้ามฟากมาฝั่งความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP ก็ยังมีปัญหาฝุ่นตลบไม่แพ้กัน เนื่องจากมีประเทศคู่ตรงข้ามอย่างอินเดีย และออสเตรเลีย มารวมกันอยู่ในเวทีเดียว
ในแง่ภูมิศาสตร์ ออสเตรเลีย เป็นประเทศที่อยู่ไกลจากประเทศอื่นๆ มากค่ะ จึงทำให้เขาไม่อยากถูกปล่อยทิ้งไว้ แม้ก่อนหน้านี้เขาเคยพยายามปกป้องอุตสาหกรรมสิ่งทอและยานยนต์ของตัวเอง แต่นโยบายปัจจุบันคือเปิดเสรีทุกด้านเต็มกำลัง ลดภาษีสินต่างๆ เหลือ 0% ให้หมด
ขณะที่อินเดีย ขึ้นชื่อเรื่องการคุมเข้มกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า (Rule of Origin) พร้อมทั้งยังมีมาตรการกีดกันการค้าเสรีอีกหลายเรื่อง
นอกจากคู่ตรงข้ามอย่างอินเดีย-ออสเตรเลียแล้ว RCEP ยังมีคู่ญี่ปุ่นและจีนยังที่มีปัญหากันเอง จนไม่อาจคุยกันได้อย่างเต็มที่ และญี่ปุ่นก็ไม่ต้องการเปิดเสรีสินค้าเกษตรให้ใครด้วย
แม้อาเซียนจะมีข้อตกลงเขตการค้าเสรีหรือเอฟทีเอกับประเทศต่างๆ เหล่านี้แล้ว รวมถึงได้คะแนน เออีซี สกอร์การ์ด ด้านการบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลกมากที่สุดในเป้าหมายเออีซี 4 ด้าน แต่ก็ไม่ได้ทำให้การเจรจา RCEP ราบรื่น
ระหว่างที่ยังตอบได้ยากว่า TPP และ RCEP จะตกลงเสร็จสิ้นทันเดือน มี.ค.นี้ และปี 2558 หรือไม่ เวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ APEC ก็ต้องการให้ทั้ง 2 ความร่วมมือเป็นบันไดนำไปสู่เขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก หรือ FTAAP
นั่นหมายความว่า RCEP ซึ่งประกอบไปด้วยประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมาก ต้องพยายามปรับมาตรฐานของตัวเองให้เท่า TPP ตั้งแต่ตอนนี้ด้วย
ในส่วนของไทยเอง ดิฉันมองว่าเราปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานของ RCEP ได้ไม่ยากค่ะ แม้ในขณะนี้จะดูเหมือนยังฝุ่นตลบอยู่บ้างก็ตาม แต่ในส่วนของ TPP นั้นยังมีข้อน่ากังวลอยู่มาก
ถ้าเราต้องการสิทธิประโยชน์จาก TPP เราเองก็ต้องเร่งปรับตัวค่ะ เพื่อให้เราพร้อมไม่ว่าจะเจรจาจบในปีนี้หรือไม่ อย่างไรก็ดี รัฐบาลต้องพิจารณาให้ดีค่ะว่า การเข้าไปใช้มาตรฐานระดับ TPP จะส่งผลกระทบต่อคนในประเทศมากน้อยขนาดไหน
รัฐไม่ควรนิ่งเฉย แต่ต้องเร่งช่วยคนที่ต้องการความช่วยเหลือ ไทยจะได้ปรับตัวให้ได้มาตรฐานและรับประโยชน์ที่ควรจะได้อย่างเต็มที่ค่ะ







