
Kansai อะไรก็ดี 9
รถไฟสาย Keihan พาเรามายังสถานี Kyobashi ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านทางตอนเหนือของโอซากา
รถไฟสาย Keihan พาเรามายังสถานี Kyobashi ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านทางตอนเหนือของโอซากา เพราะคำว่า Kyo นั้นหมายถึงเมือง Kyoto และ Bashi ก็ผันมาจากคำว่า Hashi ที่แปลว่า สะพาน รวมกันแล้วก็คือสะพานที่มุ่งสู่เมืองเกียวโต สมัยก่อนคนโอซากาจะเดินทางไปเกียวโตก็ต้องผ่านสะพานนี้จึงทำให้ย่านเคียวบาชิมีความสำคัญมาแต่ไหนแต่ไร จนถึงปัจจุบันย่านเคียวบาชิก็ยังมีเสน่ห์โดยเฉพาะท่านที่อยากสัมผัสโอซากาในแบบดั้งเดิม นอกจากแถว Shinsekai และ Tennoji ที่ผมเคยแนะนำไปแล้ว ย่านเคียวบาชินี่ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เราเช็กอินที่โรงแรม Keihan Kyobashi ซึ่งอยู่ติดกับสถานีรถไฟเลย สะดวกมากหลังจากเก็บข้าวเก็บของที่ห้องแล้วก็รีบลงมาเพื่อจะไปทานอาหารค่ำที่ย่านอุเมดะ ถ้าดูจากแผนที่รถไฟของโอซากาก็จะเห็นว่าสถานีเคียวบาชินั้นตั้งอยู่บนเส้นทางสายรอบเมืองโอซากา (Osaka Loop Line) ด้วย แต่ก็ต้องนั่ง JR Line ใครที่ชอบใช้ตั๋วรถไฟพิเศษประเภท JR Pass หรือ Kansai Thru Pass อันนี้ควรทำความเข้าใจกรอบการใช้รถไฟตามเงื่อนไขให้ดี และนี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมไม่ค่อยชอบใช้ตั๋วรถไฟประเภทนี้เพราะขาดความยืดหยุ่น แต่ถ้าในแง่ความคุ้มค่าผมยอมให้เลย
วันนี้เจ้าหน้าที่แจ้งว่าจะพาไปทานเทปปังยากิ สาวๆ ดีใจกันใหญ่แต่พอไปถึงที่ร้าน En ปรากฏว่าเป็นร้าน Okonomiyaki หลายคนแอบผิดหวังเล็กๆ แต่ผมไม่แปลกใจเพราะนัยของ Teppanyaki คือการปรุงอาหารบนเตาย่างที่ทำจากแผ่นเหล็กร้อน ส่วนโอโคโนมิยากิ หมายถึง การเอาของที่เราชอบมาปรุงบนเตาเทปปัง ดังนั้น อาหารสองอย่างนี้จึงมีภาพทับซ้อนกันอยู่ ร้าน En เป็นร้านเล็กๆ อยู่ชั้นใต้ดินของตึก Umeda Sky Building ซึ่งเขาจำลองบ้านและอาคารของสมัย Taisho ไว้ให้คนมาหาข้าวทานในบรรยากาศเก่าๆ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Takimi Koji มีร้านอาหารมากมายให้เลือก วันนี้เลยได้มีโอกาสทานอาหารหลากหลายเมนู เช่น Tonpei (ไข่ยัดไส้สไตล์โอซากา) ButaKimchi (หมูผัดกิมจิ) Yakisoba และ Okonomiyaki อิ่มหมีพีมันกันแล้วก็ขึ้นไปตากลมชมวิวที่ Floating Garden Observatory ชั้นบนสุดของอาคาร จุดเด่นมี 2 อย่าง คือ บันไดเลื่อนที่เชื่อมอาคารทั้งสองฝั่งและจุดชมวิวบนดาดฟ้า ผมถามเจ้าหน้าที่ว่าทำไมถึงเรียกว่าสวนทั้งๆ ที่ไม่มีต้นไม้ใบหญ้าให้ดูเลย เจ้าหน้าที่บอกว่าลองมองไปรอบๆ สิ อาคารบ้านเรือนที่เปิดไฟระยิบระยับอยู่ตรงหน้านี่แหละคือดอกไม้ของที่นี่ โอ้โห! จินตนาการเหลือล้ำจริงๆ
ดื่มด่ำกับอาหารและทัศนียภาพยามค่ำคืนกันแล้ว เราก็นั่งรถไฟ JR กลับที่พัก สาวๆ รีบจ้ำไปช็อปปิ้งก่อนร้านจะปิด ส่วนผมมีนัดกับเพื่อนซึ่งพักอยู่ใกล้ๆ กับโรงแรมพอดี เพื่อนคนนี้มิใช่ใครอื่นไกล Satosan เจ้าหน้าที่ของ USJ ขวัญใจสาวๆ ชาวเอเยนต์ทัวร์ไทย ซาโตะซังมารอผมอยู่ที่ล็อบบี้ของโรงแรมและชักชวนผมไปหาที่ดื่มแถวๆ เคียวบาชินี่มีย่านกินดื่มราคามิตรภาพมากมาย เพราะแต่เดิมมีบริษัทขนาดใหญ่ตั้งอยู่แต่ตอนนี้ย้ายออกไปแล้ว ร้านรวงแถวนี้ซึ่งเคยมีลูกค้ามากมายก็ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ผมขอให้คุณซาโตะพาไปลองร้าน Izakaya ราคาถูก บรรยากาศร้านเป็นกันเองมาก คุณแม่คอยดูแลลูกค้าโดยมีคุณพ่อและคุณลูกคอยปรุงอาหารกับชงเหล้า คุณซาโตะสั่งกับแกล้มแบบคันไซมาให้ลองหลายอย่าง อร่อยทุกอย่างแถมถูกตังค์ด้วย คืนนั้นเราเปลี่ยนร้านทานไป 2 แห่งกว่าจะแยกกันได้ก็ปาเข้าไปตีสอง
รุ่งขึ้นเราออกเดินทางต่อไปยังเมือง Sakai ซึ่งอยู่ระหว่างกลางเมืองโอซากากับสนามบินคันไซ ผมเคยเขียนไปแล้วเช่นกัน แต่รอบนี้เขาพาไปตลาดปลาแต่เป็นตลาดเอกชนที่มีบริการครบวงจร คือ ขายปลา อาหารทะเลทั้งปลีกและส่ง แล้วก็ทำร้านอาหารทั้งร้านซูชิและร้านอาหารญี่ปุ่น โดยเฉพาะร้านซูชินี้มีสาขามากมายในโอซากา นารา วาคะยามะ และเฮียวโกะ ผมจำได้ว่าเคยทานอยู่หลายครั้งที่สาขาริงกุทาวน์ใกล้ๆ กับ Outlet กลุ่มธุรกิจนี้ชื่อ Daiki Suisan มีร้านซูชิจานหมุนเป็นตัวเจาะตลาดร้านอาหารโดยใช้แบรนด์ตามชื่อบริษัท และถ้าเป็นตลาดหรือร้านขายอาหารทะเลจะใช้ชื่อSakai no Minato หลังจากฟังการบรรยายจากท่านประธานบริษัทแล้วก็ลงไปเดินดูตลาด ที่นี่มีปลามากมายหลากหลายชนิด บางตัวเคยเห็นแต่ในทีวี นอกจากอาหารทะเลสดๆ แล้วยังมีอาหารสำเร็จอย่างซาชิมิ ซูชิ ของต้ม ของทอด ของย่างบริการพร้อมสำหรับท่านที่ไม่มีเวลาปรุงเอง นอกจากนี้ ยังมีไข่ม้วนทำสดๆ รสชาติดีอีกด้วย
เดินดูตลาดเสร็จแล้วก็ไปดูร้านซูชิจานหมุนที่อยู่ด้านหน้า เป็นร้านซูชิจานหมุนขนาดใหญ่ที่จุคนได้ถึง 220 คน เลยดูคึกคักมาก แถมยังมีคนต่อคิวกันอยู่อีกไม่น้อย เพราะนอกจากอาหารจะสดใหม่แล้วราคาก็ยังย่อมเยา ที่สำคัญคือเขามีการโชว์แล่ปลาทูน่าให้ชมกันสดๆ มีการทำโปรโมชั่นแจกของและขายกันถูกๆ ตรงนั้นเลย เห็นแล้วหิวขึ้นมาทันที แต่เราไม่ได้กินกันที่ร้านซูชิ ท่านประธานพาเราอ้อมมาด้านหลังเป็นซึ่งร้านอาหารญี่ปุ่น เมนูวันนี้จัดเต็มที่มีทั้งซูชิ เทมปุระ ขาปู ฯลฯ และที่พลาดไม่ได้คือไข่ม้วนที่ทำสดใหม่จากในตลาดก็ยกมาให้เราทานด้วยเช่นกัน อิ่มของคาวแล้วเจ้าหน้าที่ก็พาเราไปยังร้านขนมเก่าแก่ชื่อ Nanyodo เป็นร้านเล็กๆ อยู่ในซอย ถ้าไม่ตั้งใจไปไม่มีทางหาเจอ ขนมของร้านนี้เรียกว่า Monaka เป็นขนมสอดไส้ถั่วแดงและโมจิ เปลือกนอกทำจากแป้งข้าวเจ้า เปิดกิจการขายขนมมากว่า 100 ปี โดยตระกูล Okada สืบทอดมาถึงรุ่นคุณ Yasuto ซึ่งเป็นรุ่นที่ 3 แล้ว แต่ยังคงรักษาคุณภาพไว้ได้เหมือนเดิมและยังเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้เข้ากับยุคสมัยอีกด้วย
เสร็จจากร้าน Nanyodo แล้วเราก็รีบนั่งรถรางไปต่อรถไฟสาย Nankai เพื่อไปยังสนามบิน ปิดทริป Kansai อะไรก็ดีอย่างเสร็จสมบูรณ์ เจ้าหน้าที่ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “เจอกันอีกทีตอนที่พ่อมดน้อยพร้อม” เอ๊ะ! นี่เขาบอกใบ้อะไรหรือเปล่า ต้องคอยติดตามกันต่อไป ไม่เกินฤดูร้อนปีนี้ครับ







