
ผวาฟองสบู่ทรัสต์พองตัวตลาดเกิดใหม่งักทุนสำรองสู้ค่าเงิน
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ทรัสต์จีนขยายตัวจนน่าวิตก เสี่ยงผิดนัดชำระหนี้หลังมูลค่ากำหนดชำระคืนปลายปีเกือบ 30 ล้านล้าน
บลูมเบิร์ก รายงานเมื่อวานนี้ว่า สินทรัพย์ประเภททรัสต์ของจีนขยายตัวอย่างน่ากลัวตลอดปี 2013 ที่ผ่านมา โดยมีปริมาณเพิ่มขึ้นถึง 46% ทำสถิติใหม่ที่ 10.9 ล้านล้านหยวน (ราว 58.54 ล้านล้านบาท) แล้ว หลังจากที่นักลงทุนแห่เข้าลงทุนในสินทรัพย์ที่ผลตอบแทนดีกว่าแทนที่เงินฝากอย่างต่อเนื่อง โดยทรัสต์ที่มีกำหนดชะรำคืนในปลายปีนี้จะมีมูลค่ารวมถึง 5.3 ล้านล้านหยวน (ราว 28 ล้านล้านบาท)
เว่ยเตา นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ ไชน่า กล่าวว่า จะเห็นได้ว่าการขยายตัวอย่างรวดเร็วของการลงทุนในทรัสต์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ แทบจะไม่มีความยั่งยืนเลย จนทำให้รัฐบาลจีนต้องเพิ่มการควบคุมในสินทรัพย์ชนิดนี้ แต่กระนั้นนักวิเคราะห์รายนี้ก็เห็นว่า ความเสี่ยงจากปัญหาทรัสต์เหล่านี้ที่จะส่งผลกระทบต่อระบบการเงินนั้นยังคงอยู่ในระดับที่จัดการได้ เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจของจีนขณะนี้อยู่ภายใต้การควบคุม และภาครัฐก็ไม่น่าจะปล่อยให้สถานการณ์เลยเถิดออกไป
บลูมเบิร์ก รายงานว่า ก่อนหน้านี้ไม่นานนักจีนเพิ่งจะสามารถหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ในทรัสต์มาแล้วได้อย่างเฉียดฉิวในกองทุนทรัสต์มูลค่า 3,000 ล้านหยวน (ราว 16.1 แสนล้านบาท) ที่ออกโดยบริษัท ไชน่า เครดิต ทรัสต์ โดยทรัสต์ดังกล่าวได้รับการช่วยเหลือก่อนที่จะกลายเป็นหนี้เสียเพียงไม่กี่วันก่อนหน้าที่จะถึงวันกำหนดชำระ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ในทรัสต์ของจีนครั้งแรกในรอบทศวรรษทีเดียว
กระนั้นก็ตาม ตามข้อมูลจากสมาคมทรัสตี้แห่งประเทศจีน ระบุว่า เมื่อปี 2012 มีทรัสต์มูลค่าราว 2 หมื่นล้านหยวน (ราว 1.07 แสนล้านบาท) ที่ประสบปัญหาในการชำระหนี้ คิดเป็น 0.27% ของภาคอุตสาหกรรมการเงินเท่านั้น อีกทั้งทางสมาคมทรัสตี้ยังเห็นว่ามีความเป็นไปได้น้อยมากที่ปัญหานี้จะกลายเป็นความเสี่ยงต่อระบบ อีกทั้งยังยืนยันว่าสินทรัพย์เหล่านี้ยังมีคุณภาพดี และได้มีการกันทุนสำรองไว้ถึง 9.06 หมื่นล้านหยวน (ราว 4.6 แสนล้านบาท) ทีเดียว
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่นั้นยังคงน่าเป็นห่วงมาก หลังจากที่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หลายชาติต้องใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศออกมาใช้เพื่อต่อสู้ค่าเงินที่กำลังถูกโจมตีอย่างหนัก ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินของหลายชาติอ่อนตัวลงอย่างรุนแรง
ตามข้อมูลจากโกลด์แมน แซคส์ ระบุว่า รัฐบาลตุรกีได้ควักทุนสำรองระหว่างประเทศไปแล้วถึง 27% ของทั้งหมดเพื่อพยุงค่าเงินลีรานับตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ระดับทุนสำรองระหว่างประเทศของตุรกีหดลงเหลือแค่ 3.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น เมื่อวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่น้อยที่สุดในกลุ่ม 14 ประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่ทางด้านแอฟริกาใต้ก็ใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศไปเพื่อการนี้แล้วถึง 4.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 13% ของจีดีพีประเทศ
ส่วนทางด้านอาร์เจนตินาได้ใช้ไปแล้ว 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ นับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2011 เพื่อพยุงค่าเงินเปโซ ซึ่งส่งผลให้ปริมาณทุนสำรองระหว่างประเทศของอาร์เจนตินาลดลงแตะจุดต่ำสุดในรอบ 7 ปีทีเดียว กระนั้นค่าเงินเปโซก็ยังอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ได้อ่อนตัวลงไปแล้ว 16%
ด้าน โรบิน บรูกส์ และ จูเลียน ริชเชอร์ สองนักวิเคราะห์จากโกลด์แมน แซคส์ แสดงความเห็นว่า ประเทศที่มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศต่ำจะเกิดความเสี่ยงสูง หลังจากธนาคารกลางหลายประเทศในตลาดเกิดใหม่ทุ่มเงินทุนสำรองเพื่อรักษาค่าเงินเอาไว้
สอดคล้องกับนักวิเคราะห์จากซิตี้กรุ๊ป ที่ออกมาเตือนว่า การแก้ปัญหาด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของตุรกีและแอฟริกาใต้ก็จะยิ่งส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเองอีกด้วย







