ปรับวิธีคิด ถ้าไม่อยากติดหล่มหลงตัว
การเรียนรู้ภาษาเพื่อนบ้านอาเซียนก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน เพราะนั่นหมายถึงโอกาสและความได้เปรียบในการทำงาน
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
ในยุคการค้าเสรีที่สามารถเชื่อมโยงการลงทุนได้ทั่วโลก คนที่สามารถใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาสากลได้ดี ย่อมได้เปรียบคนอื่น แต่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) การเรียนรู้ภาษาเพื่อนบ้านอาเซียนก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน เพราะนั่นหมายถึงโอกาสและความได้เปรียบในการทำงานในตลาดที่กว้างขึ้น
เช่นเดียวกับหนุ่มน้อยวัย 23 ปีคนนี้ ณัฐกานต์ ฆ้องใหญ่ เจ้าหน้าที่วิชาการ ศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ค้นพบความสำคัญและโอกาสเรียนภาษาเพื่อนบ้าน
ณัฐกานต์ เล่าว่า เมื่อก่อนเขาเหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไปที่มองข้ามความสำคัญของการเรียนภาษาเพื่อนบ้าน เพราะคิดเพียงว่าแค่รู้ภาษาอังกฤษก็พอแล้ว แต่วันนี้พิสูจน์แล้วว่ายังไม่พอ จำเป็นต้องรู้ภาษาที่สาม หรือภาษาเพื่อนบ้านเสริมเข้าไปด้วย
จุดเริ่มต้นของการเรียนภาษาเพื่อนบ้าน มาจากการเป็นนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งกำหนดให้นิสิตชั้นปีที่ 3 ต้องเลือกเรียนภาษาเพื่อนบ้าน 1 ภาษา ซึ่งตอนนั้นเลือกเรียนภาษามาเลย์ หรือมลายู แต่เมื่อเรียนไปได้ระยะหนึ่งกลับไม่ประสบความสำเร็จ
ต่อมาวันหนึ่ง เขาได้ชมสารคดีเกี่ยวกับประเทศเวียดนาม เกิดความสนใจ จึงไปเรียนภาษาเวียดนาม จนที่สุดได้คัดเลือกเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนตามโครงการ อาเซียน ยูธ เอ็กเช้นจ์ ไปเยือนกรุงฮานอย
“ตลอด 10 วันในฮานอย ผมสามารถพูดสื่อสารกับคนเวียดนามได้ ไม่ว่าจะถามทาง สั่งอาหาร และต่อราคาสินค้าได้ เมื่อกลับเมืองไทย ก็รู้สึกว่าน่าเสียดายหากจะทิ้งไป จึงตัดสินใจลงเรียนต่อ ประกอบกับช่วงที่ไปได้มีเพื่อนใหม่ๆ เป็นชาวเวียดนามหลายคน ทำให้ทุกวันนี้มีโอกาสใช้ภาษาเวียดนามอยู่ตลอด”
แม้ว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังรู้ภาษาเวียดนามน้อย แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือ คนเวียดนามรู้ภาษาไทยเยอะมาก ถึงขนาดมีการเปิดสอนภาษาไทยในมหาวิทยาลัยเพื่อผลิตนักศึกษาที่ใช้ภาษาไทยได้ออกมาปีละไม่ต่ำกว่า 40-50 คน
ณัฐกานต์ บอกว่า เพื่อนชาวเวียดนามเล่าให้เขาฟังว่า คนเวียดนามนิยมเรียนภาษาไทย เพราะสังคมเวียดนามยังมองว่าประเทศไทยยังเจริญและรวยกว่าเวียดนาม หากมาอยู่เมืองไทยยังมีโอกาสหางานทำได้มากกว่าอยู่ในประเทศตัวเอง เนื่องจากเวียดนามมีการแข่งขันสูง ที่สำคัญนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่นิยมไปเที่ยวเวียดนาม คือ คนไทย จึงทำให้คนเวียดนามมองว่าการเรียนรู้ภาษาไทยมีประโยชน์กว่าภาษาเพื่อนบ้านอื่นๆ
เมื่อถามถึงความเหมือนและแตกต่างระหว่างคนไทยและเวียดนาม ณัฐกานต์แจกแจงว่า คนเวียดนามมีนิสัยใผ่รู้ ใฝ่เรียนเพราะภูมิหลังของเวียดนามเป็นประเทศที่ผ่านสงครามมาตลอด พอปัจจุบันแม้ว่าจะได้รับอิสระแล้วก็ยังทำให้คนเวียดนามไม่เป็นคนติดสบาย ต่างจากคนไทยที่ยังรักความสบายอยู่มาก
นอกจากนี้ จากที่มีโอกาสไปเที่ยวประเทศเวียดนามแบบแบกกระเป๋าไปเอง (แบ็กแพ็ค) พบว่า ระบบการให้บริการนักท่องเที่ยวของเวียดนามช่วยเอื้ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวได้ดีมาก เนื่องจากมีศูนย์บริการครบเครื่อง ณ จุดเดียว (วันสต๊อปเซอร์วิส) อีกทั้งชาวเวียดนามสื่อสารภาษาอังกฤษและภาษาไทยได้ค่อนข้างมาก ซึ่งต่างจากไทยที่ยังมีน้อยและกระจุกตัวอยู่แค่ในเมืองใหญ่
สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องปรับทัศนคติต่อประเทศเพื่อนบ้าน อย่าทะนงตัวว่าไทยยังอยู่ในระดับต้นๆของอาเซียนจนมองข้ามประเทศอื่น เพราะตอนนี้ ประเทศเพื่อนบ้านต่างมีการพัฒนาอย่างเงียบๆ แต่จริงจัง ไม่ได้เอาแต่ป่าวประกาศว่ามีแผนพัฒนาอะไรบ้างและตั้งเป้าจะเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ด้านต่างๆ โดยที่เนื้อในไม่ได้มีแผนการดำเนินการที่ชัดเจนเหมือนเมืองไทย







