
ญี่ปุ่นขาดดุลสูงสุดรอบ35ปี
เงินเยนอ่อนไม่ช่วยศักยภาพแข่งขันคนญี่ปุ่นไม่ได้ประโยชน์‘อาเบะโนมิกส์’
เงินเยนอ่อนไม่ช่วยศักยภาพแข่งขันคนญี่ปุ่นไม่ได้ประโยชน์‘อาเบะโนมิกส์’
ญี่ปุ่นขาดดุลการค้ากระฉูด เจอพิษค่าเงินอ่อน บิลพลังงานนำเข้าพุ่งหลังปิดโรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์ยาว
ทางการญี่ปุ่นเปิดเผยเมื่อวันที่ 27 ม.ค. ว่า ปริมาณการค้าขาดดุลของประเทศในปี 2013 พุ่งขึ้นเป็น 1.12 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.58 ล้านล้านบาท) เนื่องจากได้รับผลกระทบโดยตรงจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง หนำซ้ำประเทศยังต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในปริมาณมากขึ้นเพื่อทดแทนกับพลังงานจากโรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ถูกปิดไปหลังจากวิกฤตฟูกุชิมา เมื่อต้นปี 2011
กระทรวงการคลังญี่ปุ่น ระบุว่า ปริมาณการขาดดุลการค้าดังกล่าวนับว่ามีปริมาณมากที่สุดตั้งแต่ปี 1979 ทีเดียว โดยตลอดทั้งปี 2013 ที่ผ่านมานั้น แม้ว่าการส่งออกของญี่ปุ่นจะเพิ่มขึ้น 9.5% คิดเป็นปริมาณทั้งสิ้น 69.79 ล้านล้านเยน แต่ทว่าการนำเข้านั้นกลับเพิ่มมากขึ้นถึง 15% คิดเป็นมูลค่า 81.26 ล้านล้านเยน
ค่าเงินเยนที่อ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่องอันเป็นผลจากการใช้นโยบายกระตุ้นทางการเงินแบบผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) นั้น เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้การนำเข้าสินค้าของญี่ปุ่นมีต้นทุนสูงขึ้น โดยเฉพาะการนำเข้าพลังงานเพื่อทดแทนพลังงานที่ขาดหายไปหลังจากมีคำสั่งปิดโรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในประเทศทั้งหมดหลังวิกฤตโรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟูกุชิมาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว
นักวิเคราะห์ ระบุว่า แม้ว่าค่าเงินเยนที่อ่อนตัวลงนั้นจะช่วยให้บริษัทผู้ส่งออกหายใจคล่องขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนกำไรในสกุลเงินต่างประเทศกลับมาเป็นเงินเยน แต่ทว่าราคาสินค้าของญี่ปุ่นในต่างประเทศนั้นกลับไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด ทำให้ไม่สามารถกระตุ้นความต้องการสินค้าในต่างประเทศ และในขณะเดียวกันปริมาณการนำเข้าสินค้าของญี่ปุ่นกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
บริษัท แคปปิตอล อีโคโนมิก ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ ระบุว่า ยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนว่าค่าเงินเยนที่อ่อนตัวลงนั้นได้เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของสินค้าญี่ปุ่นได้แต่อย่างใด เนื่องจากบรรดาเอกชนญี่ปุ่นนั้นไม่กล้าตัดสินใจปรับลดราคาลง
อย่างไรก็ตาม การส่งออกไปยังจีนนั้นกลับเริ่มฟื้นตัวขึ้น โดยเพิ่มขึ้นที่ 9.7% แม้ว่าจะยังคงมีกระแสต่อต้านญี่ปุ่นอยู่ก็ตาม
วันเดียวกัน สำนักข่าวเกียวโด เปิดเผยผลการสำรวจชาวญี่ปุ่น พบว่า ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่นั้นไม่รู้สึกว่าได้ประโยชน์อะไรจากนโยบายเศรษฐกิจ “อาเบะโนมิกส์” ของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ แต่อย่างใด โดยพบว่าผู้เข้ารับการสำรวจถึง 73% รู้สึกว่าไม่ได้ผลประโยชน์จากนโยบายดังกล่าวนัก
สำหรับผู้ที่รู้สึกว่าได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้มีเพียง 25% เท่านั้น ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ถือเป็นหลักฐานชัดเจนว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลญี่ปุ่นชุดปัจจุบันที่มุ่งแก้ปัญหาเงินฝืดนั้น ไม่ส่งผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศนัก







