
ต่างชาติชี้ไทยแตกแยกหนักต้องเยียวยาหลายชั่วอายุคน
ดอยช์เวลล์สื่อเยอรมนีเปิดเผยบทความอ้าง แมทธิว ฟิลิปป์ อาจารย์ภาคประวัติศาสตร์เอเชียสมัยใหม่
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ดอยช์เวลล์สื่อเยอรมนีเปิดเผยบทความอ้าง แมทธิว ฟิลิปป์ อาจารย์ภาคประวัติศาสตร์เอเชียสมัยใหม่ประจำมหาวิทยาลัยอเบอร์ริสต์วิธแห่งแคว้นเวลส์ของอังกฤษ แสดงความเห็นเกี่ยวกับเหตุประท้วงทางการเมืองของไทยที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงต่อเนื่องว่า จุดชนวนให้เกิดความแตกแยกของคนในสังคมแบ่งเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจนขึ้น และอาจต้องใช้เวลาหลายชั่วอายุคนกว่าจะสมานรอยร้าวทางสังคมที่เกิดขึ้นได้
ฟิลิปป์ มองว่า ปัญหาความแตกแยกทางความคิดทางการเมืองของไทยในปัจจุบันที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ที่กลายเป็นช่องทางการเผยแพร่ข้อมูลของกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างกว้างขวาง
รายงานระบุว่า การแสดงความเห็นทางการเมืองต่างๆ เหล่านี้ จะใช้ภาษาที่มีความรุนแรง โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มประชาชนในชนบทที่มักถูกบรรยายว่าเป็นกลุ่มคนที่ไร้การศึกษาและไม่มีความคิดเห็นทางการเมืองเป็นของตัวเอง เช่นเดียวกับการใช้ภาษาโจมตีนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ในบางกรณีเข้าข่ายหยาบคายและเหยียดเพศ ดังนั้นการเผยแพร่ข้อมูลหรือความคิดเห็นทางการเมืองที่มีเนื้อหารุนแรงออกไป จึงก่อให้เกิดความไม่พอใจของกลุ่มคนที่เห็นต่างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“การอันเฟรนด์บนเฟซบุ๊กจากความไม่ลงรอยกันในความคิดทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องแปลกในสังคมไทย แต่เป็นสิ่งที่บ่งชี้ให้เห็นถึงการแบ่งขั้วทางความคิดระหว่างคนสองกลุ่มที่พยายามปกป้องตัวเองจากการรับรู้ความคิดเห็นของฝ่ายตรงข้าม จึงเป็นหลักฐานได้เป็นอย่างดีว่าอาจต้องใช้เวลาหลายชั่วอายุกว่าจะสามารถเชื่อมความแตกแยกทางสังคมนี้ได้ ดังที่เห็นได้จากความขัดแย้งทางการเมืองไทย นับตั้งแต่สมัยอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร จนมาถึงสมัยนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็กินเวลานานอย่างน้อย 10 ปีแล้ว” ฟิลิปป์ ระบุ
อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์แดนผู้ดี แสดงความคิดเห็นอีกว่า ปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งให้ไทยต้องเผชิญกับเหตุวุ่นวายทางการเมืองอย่างต่อเนื่องเป็นผลมาจาก 2 เหตุผลสำคัญ คือ 1.ไทยเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางด้านพื้นฐานทางเศรษฐกิจตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้กลุ่มประชาชนชาวชนบทของไทยเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการเข้ามามีส่วนร่วมและมีบทบาททางเศรษฐกิจประเทศมากขึ้นกว่าเมื่อ 50 ปีก่อน ที่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับโลกภายนอกเท่าไรนัก
และ 2.ปัจจัยจากตัวของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ซึ่งถือเป็นผู้นำคนแรกที่ทำในสิ่งที่ผู้นำคนก่อนๆ ทำไม่ได้ นั่นก็คือการให้ความสำคัญกับประชากรส่วนใหญ่ของสังคมมากกว่าการให้ความสำคัญกับกลุ่มคนชนชั้นปกครอง ที่มักให้น้ำหนักกับการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชนชั้นกลางและชนชั้นสูงในกรุงเทพฯ อย่างเดียว
กระนั้นก็ตาม ฟิลิปป์ มองว่า ท้ายที่สุดแล้ววิกฤตทางการเมืองของไทยมีแนวโน้มยืดเยื้อและไร้ทางออกต่อไป เนื่องจากยังคงไม่สามารถตอบคำถามได้ว่าจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.ขึ้นหรือไม่ ภายหลังจากพรรคฝ่ายค้านประกาศคว่ำบาตรไม่เข้าร่วมลงเลือกตั้ง ขณะเดียวกันยังคงมีการตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมทางการพิจารณาคดีและความมุ่งมั่นของกองทัพในการปกป้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนกดดันให้พรรครัฐบาลของยิ่งลักษณ์ มีความเปราะบางอย่างมาก
“ไม่ว่าในวันที่ 2 ก.พ. จะมีการเลือกตั้งขึ้นหรือไม่ แต่มีความเป็นไปได้สูงที่ในอีกหลายเดือนหรือหลายปีข้างหน้านี้ ปัญหาการเมืองของไทยก็ยังคงไร้ทางออก” ฟิลิปป์ ระบุ







