posttoday
เอเชียกระอักวิกฤตหนี้ยุโรปซึมลึกข้ามโลก

เอเชียกระอักวิกฤตหนี้ยุโรปซึมลึกข้ามโลก

08 พฤษภาคม 2553

โพสต์ทูเดย์ — เอเชียเริ่มได้รับผลกระทบจากวิกฤตหนี้สินของกรีซที่กำลังลุกลามไปทั่ว นักวิเคราะห์ชี้ ภาคส่งออกตกเป็นเหยื่อ

ความช่วยเหลือของสหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็ม เอฟ) ไม่เพียงไม่ช่วยให้สถานการณ์ของกรีซดีขึ้นในระยะสั้นเท่านั้น แต่สถานการณ์ยังแย่ลงจนถึงขั้นที่ทั่วโลกไม่อาจนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป

จากข้อมูลของบริษัท อีพีเอฟอาร์ โกลบอล พบว่าตลอดทั้งสัปดาห์นี้จนถึงวันที่ 5 พ.ค. นักลงทุนทั่วโลกลดปริมาณการถือครองกองทุนสัญชาติยุโรปลงถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากความกังวลต่อวิกฤตที่กำลังขยายวง ซึ่งนับเป็นกระแสการลงทุนไหลออกที่รุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 1 ปี

บัดนี้วิกฤตหนี้สินของกรีซได้กลายเป็นภาพสะท้อนของวิกฤตการเงินเอเชียเมื่อปี 2540 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และส่งผลให้ประเทศต่างๆ ทยอยกันออกมาแสดงความกังวลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประเทศที่เคยประสบกับวิกฤตการเงิน และประเทศที่เคยรับความช่วยเหลือย่างฉุกละหุกจากไอเอ็มเอฟ

ภาพสะท้อนนี้บวกกับแนวโน้มที่วิกฤตจะบานปลายไปทั่วยุโรป ได้ส่งผลสะเทือนมาถึงเอเชียในเวลาอันรวดเร็ว และเหยื่อรายแรกคือตลาดหุ้น

นักวิเคราะห์ชี้ว่า แม้เอเชียจะไม่ได้รับผลกระทบที่เกี่ยวกับภาวะหนี้สินสาธารณะ ดังที่ล่าสุดรัฐบาลญี่ปุ่นได้ยืนยันแล้วว่า ญี่ปุ่นจะไม่อยู่ในข่ายที่ตกอยู่ในวิกฤตเหมือนดังกรีซ ถึงแม้ว่าญี่ปุ่นจะมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อตัวเลขจีดีพีที่สูงเป็นอันดับ 2 ของโลกก็ตาม

อย่างไรก็ตาม เอเชียจะได้รับผลกระทบจากการที่ยุโรปจะไม่สามารถฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยในเวลาอันใกล้นี้ เพราะวิกฤตหนี้สินของกรีซและวิกฤตหนี้ในประเทศต่างๆ เป็นเครื่องยืนยันแล้วว่ายุโรปยังฟื้นไม่จริง และเมื่อเศรษฐกิจยุโรปยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ก็หมายความว่าตลาดส่งออก รายใหญ่ของเอเชียรายนี้จะมีออร์เดอร์มายังภูมิภาคของเราน้อยลง

เหยื่อรายที่ 2 ในเอเชียจากวิกฤตการเงินในยุโรป จึงเป็นภาคส่งออก

ผลพวงที่ตามมาจากภาวะชะลอตัวของภาคส่งออกของเอเชีย จะยังทำให้ธนาคารกลางทั่วเอเชียตัดสินใจชะลอการขึ้นดอกเบี้ย หรือตรึงอัตราดอกเบี้ยในอัตราเดิมต่อไป เพื่อพยุงเศรษฐกิจของตัวเอง เนื่องจากแรงหนุนจากตลาดยุโรปอ่อนแรงลง

ผลพวงของการตรึงดอกเบี้ยจะส่งผลเกิดเหยื่อรายต่อมาของวิกฤตหนี้ยุโรป นั่นคือ เศรษฐกิจโดยรวมของเอเชีย โดยเฉพาะประเทศที่กำลังเผชิญกับภาวะฟองสบู่ก่อตัวในธุรกิจบางภาค และการขึ้นอัตราดอกเบี้ยถือเป็นหนึ่งในไม้ตายที่จะชะลอฟองสบู่ของประเทศเหล่านี้

ตามความเห็นของ เดวิด โคเฮน นักวิเคราะห์จากบริษัท แอ็คชัน อีโคโนมิกส์ ที่ระบุผ่านสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า ประเทศที่เข้าข่ายจะตรึงอัตราดอกเบี้ยต่อไป คือ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไต้หวัน

ขณะที่ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศแรกที่ขึ้นดอกเบี้ยหลังวิกฤตคลี่คลายตัวลง และในสัปดาห์นี้ก็เพิ่งขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง ทว่า ล่าสุดธนาคารกลางออสเตรเลีย (อาร์บีเอ) เตือนว่า มีโอกาสที่เศรษฐกิจโลกอาจชะลอตัวในทันทีทันใด

ส่วนประเทศที่ต้องจับตามากที่สุดคือ จีน ที่กำลังหาหนทางรับมือกับภาวะฟองสบู่ที่เกิดขึ้นในตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้น และเตรียมที่จะขึ้นดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ ทว่า จากวิกฤตที่กำลังปะทุขึ้นยุโรป อาจทำให้จีนต้องเลี่ยงการขึ้นดอกเบี้ย หรือทำการตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับค่าเงินหยวนออกไปอีกระยะหนึ่ง

ทั้งนี้ ยุโรปยังเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของจีน โดยมีสัดส่วนสูงถึง 20% ของตัวเลขส่งออกทั้งหมด ความต้องการจากยุโรปที่มีแนวโน้มจะชะลอตัวลง บวกกับการอ่อนค่าอย่างรุนแรงของเงินยูโรต่อสกุลเงินต่างๆ รวมถึงเงินหยวน จะส่งผลกระทบต่อจีนอย่างไม่ต้องสงสัย

ก่อนหน้านี้มีโอกาสที่จีนจะยอมอ่อนข้อให้สหรัฐด้วยการปรับค่าเงินหยวนให้แข็งขึ้น ก่อนหน้าการหารือด้านเศรษฐกิจระหว่าง สองมหาอำนาจในเดือนนี้ แต่บัดนี้โอกาสดังกล่าวเหลือน้อยลงไปทุกที

นอกเหนือจากความกังวลเหล่านี้แล้ว เอเชียยังต้องตรวจสอบสถาบันการเงินและธนาคารของตนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากวิกฤตในยุโรปเกี่ยวข้องกับเรื่องการเงินและหนี้สินโดยตรง

ตามความเห็นของ ปีเตอร์ เทรดเวย์ นักวิเคราะห์อิสระของฮ่องกง ชี้ว่าธนาคารใหญ่ๆ ของเอเชียมีความเชื่อมโยงเพียงเล็กน้อยกับฐานะการเงินของกรีซ ผิดกับเมื่อครั้งวิกฤตซับไพรม์ ซึ่งธนาคารในเอเชียหลายแห่งเข้าไปลงทุนกับสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ แต่ในที่สุดแล้วก็สามารถรอดพ้นจากวิกฤตในที่สุด

อย่างไรก็ตาม เอเชียไม่อาจชะล่าใจได้ เพราะแม้แต่ยุโรปเองยังคาดไม่ถึงว่า วิกฤตหนี้สินของกรีซจะกระตุ้นให้เกิดความโกลาหลได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา