อาชาที่รัก
อีกไม่กี่สัปดาห์ ก็ถึงเวลาของเทศกาลตรุษจีนที่ถือว่าเป็นการย่างเข้าสู่ปีมะเมีย หรือเรียกกันติดปากว่า “ปีม้า” กันอย่างเต็มตัวแล้ว
อีกไม่กี่สัปดาห์ ก็ถึงเวลาของเทศกาลตรุษจีนที่ถือว่าเป็นการย่างเข้าสู่ปีมะเมีย หรือเรียกกันติดปากว่า “ปีม้า” กันอย่างเต็มตัวแล้ว จะว่าไปนักษัตรลำดับที่ 7 นี้ ถือว่ามีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชาวจีนมาช้านาน เห็นจากหลากหลายประโยชน์ใช้สอยของสัตว์ชนิดนี้ เริ่มจากการเลี้ยงไว้ใช้เป็นยานพาหนะ ม้าศึกที่ใช้ในสภาพรบ หรือใช้ในการส่งสาส์น ทั้งยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นมงคลอีกด้วย
ชาวจีนคุ้นเคยกับม้าเป็นอย่างดี ดังเห็นจากการล่าม้าเป็นอาหารในยุคแรกเริ่ม จากนั้นจึงค่อยๆ วิวัฒนาการมาเป็นการเลี้ยงม้าไว้ใช้งาน วิถีการดำเนินชีวิตมีความสัมพันธ์กับม้าอย่างแนบแน่น นับแต่ภาคการผลิต การใช้ชีวิต การคมนาคม การทหาร โดยเฉพาะยุคแห่งศึกสงครามที่จำเป็นต้องใช้ม้าศึกในการออกรบ เจ้าแผ่นดินหลายยุคหลายสมัยต่างมีม้าคู่ใจไว้ใช้ในการศึกทั้งสิ้น เราจึงมักเห็นเรื่องราวการยกย่องความอาจหาญของบรรดาม้าคู่ใจผ่านวรรณคดีนานาประเภท ซึ่งมักจบลงด้วยการคว้าชัยเหนือคู่ต่อสู้ สร้างความปีติยินดีให้แก่ชาวจีนยุคแล้วยุคเล่า
คุณลักษณะของการเคลื่อนไหวได้อย่างปราดเปรียวและความสามารถในการแบกรับสัมภาระขนาดหนัก ที่สำคัญคือง่ายต่อการเลี้ยงให้เชื่อง ย่อมทำให้ผู้คนในอดีตเลือกที่จะเลี้ยงสัตว์ชนิดนี้ไว้ใช้งาน และถือเป็นมิตรที่ซื่อสัตย์ต่อมนุษย์ นอกจากนี้ ม้ายังเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงสถานภาพของบรรดาชนชั้นสูงในสังคมยุคศักดินา และเป็นเพื่อนร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ของเหล่าแม่ทัพทั้งหลาย สังคมจีนในอดีตจึงให้ความสำคัญกับสัตว์ชนิดนี้มาก
หลายพันปีมานี้ ชาวจีนโดยเฉพาะชนเผ่าที่อาศัยทางตอนเหนือของประเทศมีความผูกพันกับม้าเป็นอย่างมาก ยิ่งชนเผ่าที่ใช้ชีวิตอยู่บนทุ่งหญ้าอย่างชนเผ่ามองโกลด้วยแล้ว ถ้อยทีถ้อยอาศัยสัตว์ชนิดนี้มากเป็นพิเศษ ไม่เพียงจะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงไว้ใช้งาน ใช้เป็นยานพาหนะในการศึกสงคราม แต่ยังเกี่ยวโยงกับธรรมเนียมการเซ่นไหว้บรรพบุรุษ และศิลปะนานาแขนงอีกด้วย ถือเป็นโทเทมที่ชนกลุ่มนี้ให้ความเลื่อมใส ชาวมองโกลเชื่อว่าม้าเป็นเทพที่ถูกส่งมาจากสวรรค์ มีหน้าที่ในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์โลกกับสวรรค์ จึงให้ความสำคัญกับการดูแลสัตว์ชนิดนี้มาก
พวกเขาให้ความสำคัญกับศีรษะม้าเสมือนศีรษะของคน จึงห้ามไม่ให้ตีหัวม้า ไม่ว่ากล่าวด้วยคำพูดที่ไม่สุภาพ และยังมีการจัดนานาเทศกาลเกี่ยวกับม้าอีกด้วย เช่น เทศกาลแข่งม้า เทศกาลนมม้า เทศกาลม้าเทพ เป็นต้น แต่ไหนแต่ไรมา ม้าตัวผู้จะไม่ผสมพันธุ์กับสายพันธุ์ที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดโดยตรง
ม้ามองโกลถือเป็นชนิดที่มีอายุเก่าแก่ชนิดหนึ่งของโลก เป็นสัญลักษณ์ของม้าทุ่งหญ้า ขนาดลำตัวไม่ใหญ่ แต่มีแขนขาที่กำยำ ศีรษะใหญ่หน้าผากกว้าง แม้จะมีรูปลักษณ์ที่ไม่งดงามเหมือนกับม้าอาหรับ แต่ก็มีความทนทานและทนต่อสภาพอากาศที่หนาวเหน็บ พบเห็นตามบริเวณเขตปกครองตนเองมองโกลและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ปัจจุบันบริเวณที่มีการเลี้ยงม้าของประเทศมักกระจายอยู่ทางตอนเหนือของประเทศเป็นส่วนใหญ่ เช่น เขตปกครองตนเอง ซินเจียง มณฑลชิงไห่ เขตปกครองตนเองมองโกเลียในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือของประเทศ เขตภูเขาในมณฑลเสฉวน เขตที่ราบสูงในกุ้ยโจวและยูนนาน โดยม้าในแต่ละท้องถิ่นต่างมีคุณลักษณะที่แตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมที่อาศัยอยู่
ในสายตาของชาวจีนทั่วไป ม้าเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงพลัง ความศักดิ์สิทธิ์ ความสามารถ แฝงไว้ซึ่งความปรารถนา ความสำเร็จ ดังเห็นจากภาษิตจีนที่ว่า “” ม้าถึงก็สำเร็จ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของสัตว์ชนิดดังกล่าวตามความเชื่อของชาวจีน และถือเป็นสัตว์มงคลที่แฝงความหมายว่าประกอบกิจต่างๆ อย่างราบรื่น
กล่าวได้ว่า วัฒนธรรมเกี่ยวกับม้าอยู่คู่สังคมจีนมาช้านาน ถึงแม้ว่าปัจจุบันชาว จีนจะเข้าสู่ยุคที่การคมนาคมพัฒนาไปอย่างก้าวไกล ผู้คนไม่ได้ใช้ม้าเป็นยานพาหนะในการสัญจรดังเช่นที่เป็นมา ทว่าสัตว์ชนิดนี้ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่ไม่ได้เลือนหายไปตามกาลเวลา







