
ตลาดทุนเอเชียปีนี้เฉาศก.ซบเซา-เฟดปลุกเร้าทุนไหลออก
ทีมข่าวต่างประเทศ
ทีมข่าวต่างประเทศ
วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า บรรดานักลงทุนทั่วเอเชียต้องพบกับปีแห่งการลงทุนสุดชอกช้ำในปี 2013 หลังจากที่เคยเก็บเกี่ยวผลกำไรมาได้อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากการลงทุนทั้งในตลาดพันธบัตร หุ้น และอัตราแลกเปลี่ยน ต่างประสบภาวะขาลงสวนทางกับหลายประเทศในภูมิภาคอื่นๆ โดยเป็นผลมาจากความกังวลว่าเศรษฐกิจเอเชียจะขยายตัวได้ช้าลง และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจเริ่มลดวงเงินซื้อคืนพันธบัตร (คิวอี) ที่เป็นแหล่งเงินสำคัญของตลาดเอเชียในช่วงหลายปีมานี้ลงพร้อมกัน
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขนเงินออกจากตลาดทุนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เอเชีย 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และขนเงินออกจากตลาดพันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่นอีก 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้นับตั้งแต่ฤดูร้อนในปีนี้ มีการถอนทุนออกจากตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย รวมแล้วถึง 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
รายงานระบุว่า หนึ่งในการลงทุนที่ย่ำแย่ที่สุดในเอเชียปีนี้ คือ ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน โดยค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซีย อ่อนค่าร่วงลงถึงเกือบ 20% ในขณะที่ค่าเงินรูปีของอินเดียปรับตัวดิ่งลง 10.5% ซึ่งยังฉุดให้ตลาดพันธบัตรในสกุลเงินท้องถิ่นย่ำแย่ตามไปด้วย โดยที่ดัชนีพันธบัตรท้องถิ่นเอเชียของธนาคารเอชเอสบีซี ยังปรับตัวลงไปถึง 5% ในปีนี้ ซึ่งเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2001
นอกจากนี้ การลงทุนในตลาดหุ้นยังให้ผลตอบแทนที่ย่ำแย่เมื่อเทียบกับหลายตลาดในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐและญี่ปุ่น โดยดัชนีเอ็มเอสซีไอ เอเชีย ให้ผลตอบแทนในปีนี้เพียง 2.2% เท่านั้น เมื่อเทียบกับดัชนีสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส 500 ในวอลสตรีท ซึ่งให้ผลตอบแทนทุบสถิติถึง 24%
ทั้งนี้ ความน่าดึงดูดที่ลดลงในเอเชียบวกกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวลง นำโดยการชะลอตัวของจีน ส่งผลให้นักลงทุนขนเงินกลับไปลงทุนในตลาดประเทศพัฒนาแล้วกันมากขึ้น ซึ่งนักลงทุนต่างคาดการณ์กันว่า อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐจะปรับตัวสูงขึ้น เช่นเดียวกับตลาดหุ้นสหรัฐและญี่ปุ่น ที่ยังสามารถไต่ระดับสูงขึ้นไปได้อีก
“เราคาดว่าเงินเหรียญสหรัฐจะแข็งค่าขึ้นในปี 2014 ซึ่งจะยิ่งฉุดค่าเงินในเอเชียให้อ่อนค่าลงไปอีก” โจเอล คิม หัวหน้าฝ่ายการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเอเชียแปซิฟิก ของบริษัทลงทุนแบล็กร็อก อิงค์ กล่าว
ทางด้านบลูมเบิร์กรายงานว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการลงทุนในเอเชียที่เผชิญความเสี่ยงมากขึ้น กลับทำให้ตลาดเฮดจ์ฟันด์เอเชียขยายตัวได้อย่างร้อนแรง โดยดัชนีชี้วัดเฮดจ์ฟันด์ในเอเชีย ยูเรกาเฮดจ์ ปรับตัวขึ้นมาถึง 15% ในปีนี้ หรือสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 ขณะที่ผลสำรวจล่าสุดของบริษัทวิจัย ไฮดริก แอนด์ สตรักเกิลส์ อินเตอร์เนชันนัล ระบุว่า อุตสาหกรรมเฮดจ์ฟันด์ในเอเชียเตรียมเพิ่มโบนัสปลายปีนี้สูงถึง 48%







