
เผยเผด็จการคุกคามสื่อ เอเซียนำปิดกั้นเสรีภาพความเห็น
โพสต์ทูเดย์
— แฉรายชื่ออิทธิพลคุกคามสื่อทั่วโลก ไทยหลุดโผ แต่ติดอันดับที่ 81 ขณะที่อาเซียนติดอันดับถึง 4 ประเทศในรายชื่อ 40 อันดับแรกองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (อาร์เอสเอฟ) เปิดเผยรายชื่อผู้นำ และกลุ่มอิทธิพลที่คุกคามเสรีภาพของสื่อมวลชน ใน 40 ประเทศทั่วโลก หรือรายชื่อ Predators of Press Freedom ซึ่งพบว่า ส่วนใหญ่ของผู้นำประเทศและกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่คุกคามสื่อ กระจุกตัวในภูมิภาคเอเชีย และแอฟริกา โดยเพื่อนบ้านใกล้ชิดของไทยไม่ว่าจะเป็น ลาว เวียดนาม และพม่า รวมถึงฟิลิปปินส์ ติดอันดับ 40 ประเทศแรกที่มีการคุกคามสื่อมวลชนในระดับรุนแรงที่สุด
อาร์เอสเอฟ ระบุว่า ฟิลิปปินส์ยังติดอยู่ใน 40 อันดับแรกของประเทศที่คุกคามสื่ออย่างรุนแรง เนื่องจากสื่อมวลชนในประเทศนี้ตกเป็นเป้าคุกคามของกลุ่มติดอาวุธกลุ่มต่างๆ ที่อยู่ภายใต้สังกัดของผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหตุการณ์การสังหารหมู่ผู้สื่อข่าวกว่า 30 ชีวิต โดยฝีมือของกลุ่มติดอาวุธของตระกูลอัมปูตัน บนเกาะมินดาเนา เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2552 ซึ่งนับเป็นการคุกคามสื่อที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของโลก
ขณะที่สื่อมวลชนในลาวตกอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดของนายจูมมาลี ไซยะสอน ประธานประเทศลาว ซึ่งมีคำสั่งให้สื่อในลาวต้องรายงานข่าวกิจกรรมของพรรคคอมมิวนิสต์ลาวและผู้นำประเทศเป็นข่าวหลักเท่านั้น และเมื่อรายงานถึงประธานประเทศจะต้องใช้ข่าวของสำนักข่าว
“ข่าวสานปะเทดลาว” ซึ่งเป็นสื่อของรัฐบาลเท่านั้นที่เวียดนาม นายนงดุกมัน เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามทุ่มเทกำลังอย่างหนักในการสกัดกั้นการรายงานข่าวอย่างเสรี รวมถึงบรรดาบล็อกเกอร์ และนักเขียนที่มีความเห็นตรงข้ามกับรัฐบาล เพื่อเตรียมรับกับการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามในปีหน้า พร้อมกำหนดโทษจำคุกถึง 100 ปีสำหรับผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล
ที่พม่า อาร์เอสเอฟ ระบุว่า นายพลตานฉ่วย ผู้นำสูงสุดของพม่าพยายามปิดกั้นข่าวสารระหว่างการผลักดันการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกในรอบ 20 ปีของพม่า โดยสั่งการให้คณะผู้พิพากษามีคำสั่งให้จำคุกผู้สื่อข่าวหลายสิบคนรวมถึงบล็อกเกอร์ และนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน ก่อนหน้านี้ ตานฉ่วยยังสั่งจำคุก นายซาร์กานาร์ นักแสดงตลกและบล็อกเกอร์เป็นเวลาถึง 50 ปี ในข้อหาล้อเลียนผู้นำประเทศ
นอกจากนี้ ภูมิภาคอื่นๆ ของเอเชียยังมีสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยต่อการทำงานของสื่อมวลชนอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเยเมน ซึ่งพบว่าประธานาธิบดีอาลี อับดุล ลาห์ ซาเลห์ ติดอยู่ในรายชื่อเป็นครั้งแรก หลังจากที่รัฐบาลเริ่มคุกคามสื่ออย่างหนัก จนถึงกับมีการจัดตั้งศาลพิเศษเพื่อดำเนินคดีกับผู้สื่อข่าวและหนังสือพิมพ์ต่างๆ เพื่อปกปิดไม่ให้มีการรายงานข่าวการทำสงครามอย่างลับๆ ในพื้นที่ตอนเหนือและตอนใต้ของประเทศ
นอกจากนี้ ผู้นำและกลุ่มติดอาวุธในจีน เกาหลีเหนือ เนปาล และศรีลังกา ยังติดอยู่ในรายชื่อผู้ที่คุกคามสื่อเช่นกัน โดยในจีนคือประธานาธิบดีหูจินเทา ซึ่งอาร์เอสเอฟ ระบุว่า แม้นายหูจินเทาจะย้ำเสมอว่าสนับสนุนสื่อเสรี แต่ในความเป็นจริงแล้วพยายามควบคุมและคุกคามสื่ออย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวนายคิมจองอิล ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือที่จำกัดการแสดงความเห็นอย่างเสรี จนถึงกับสั่งห้ามนำเข้าหนังสือ และซีดีจากจีน รวมถึงสั่งให้ประหารผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือโดยไม่ได้รับอนุญาต
สำหรับประเทศอื่นๆ ในเอเชียที่ติดอยู่ในรายชื่อ Predators of Press Freedom ยังรวมถึง นายอาลี คาเมนาอี ผู้นำศาสนา และประธานาธิบดีมาห์มูด อาห์มาดินจัด แห่งอิหร่าน อัลดัลลาห์ อิบนุ อัลซาอุด นายกรัฐมนตรี และกษัตริย์แห่งซาอุดีอาระเบีย ประธานาธิบดีอิสลาม คาริมอฟ แห่งอุซเบกิสถาน ประธานาธิบดีกูร์บันกูลี เบอร์ดี มูคาเมดอฟ แห่งเติร์กเมนิสถาน และประธานาธิบดีบาร์ชา อัลอัสซัด แห่งซีเรีย
ทั้งนี้ นอกจากกลุ่มติดอาวุธในเอเชียแล้ว ยังมีกลุ่มติดอาวุธแบ่งแยกดินแดนแคว้นบาสก์ หรือกลุ่มอีทีเอ ที่คุกคามการทำงานของสื่อมวลชนในสเปน และกลุ่มมาเฟียในอิตาลี ขณะที่ทวีปแอฟริกา ยังมีผู้นำของซิมบับเว ลิเบีย แกมเบีย สวาซิแลนด์ รวันดา และไนจีเรีย ที่ติดรายชื่อในครั้งนี้ด้วย







