posttoday
'ชุมชนหรูวัยเกษียณ' ชีวิตบั้นปลายเศรษฐีเอเชีย

'ชุมชนหรูวัยเกษียณ' ชีวิตบั้นปลายเศรษฐีเอเชีย

24 พฤศจิกายน 2556

บ้านพักขนาด 3 ห้องนอน ร้านอาหารระดับ 5 ดาว ร้านกาแฟ สนามเทนนิส สนามกอล์ฟ 18 หลุม ห้องฝึกโยคะ

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

“บ้านพักขนาด 3 ห้องนอน ร้านอาหารระดับ 5 ดาว ร้านกาแฟ สนามเทนนิส สนามกอล์ฟ 18 หลุม ห้องฝึกโยคะ สระว่ายน้ำในร่มระบบน้ำอุ่น สวนผักสมุนไพร บริการคนทำความสะอาด พยาบาลคอยดูแลใกล้ชิด 24 ชั่วโมง”

ใครหลายคนอาจนึกไม่ถึงว่าสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการแบบเอกซ์คลูซีฟข้างต้นนั้น สามารถพบได้ใน “บ้านพักคนชรา” แหล่งพำนักของผู้สูงอายุหลังวัยเกษียณ ซึ่งในอดีตถูกมองว่าเป็นสถานสงเคราะห์ที่รับดูแลคนแก่ไร้ที่พึ่งที่ไม่มีใครต้องการ

เพราะด้วยสภาพเศรษฐกิจเอเชียที่ขยายตัวอย่างร้อนแรง ทำให้กลุ่มประชากรยุคเบบี้บูมสามารถสร้างฐานะและความมั่งคั่งของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว ผลักดันให้กลุ่มคนเหล่านี้เลือกที่จะออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวเองในบ้านพักคนชรา ที่กลายสภาพเป็น “ชุมชนหรูหลังเกษียณ” กันมากขึ้น ฉีกธรรมเนียมปฏิบัติเดิมในอดีตที่มักอาศัยอยู่กับลูกหลานเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ไปโดยสิ้นเชิง

'ชุมชนหรูวัยเกษียณ' ชีวิตบั้นปลายเศรษฐีเอเชีย

 

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) พบว่า แม้ว่าในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ เป็นชาติที่มีสัดส่วนประชากรวัยทำงานมากที่สุดในโลก ทว่าจำนวนผู้สูงอายุก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน

บริษัทวิจัยตลาดเอจจิ้ง เอจ ในสิงคโปร์ คาดการณ์ว่า กลุ่มคนที่มีอายุเกิน 60 ปีในอินเดีย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแตะ 118 ล้านคนภายในปี 2017 ซึ่งมากกว่าจำนวนผู้สูงอายุในญี่ปุ่นถึง 2 เท่า เช่นเดียวกับในจีนที่จะมีจำนวนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นถึง 217 ล้านคน

ขณะที่ทางเครดิต สวิส เอจี สถาบันการเงินชื่อดัง คาดการณ์ว่า จำนวนผู้สูงอายุระดับเศรษฐีเงินล้านในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จะเพิ่มขึ้นถึง 75% แตะ 11.5 ล้านคนในปี 2018 ขณะที่ในจีนเพียงประเทศเดียวจะมีสัดส่วนเศรษฐีเพิ่มขึ้นถึง 88% ทีเดียว

สัดส่วนผู้สูงอายุที่มีฐานะที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ จึงกลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจและมีแนวโน้มเติบโตสูง เป็นเหตุผลให้กลุ่มภาคเอกชนในเอเชีย เช่น ทาทา เฮาส์ซิง ดีเวลอปเมนต์ ของอินเดีย มาเลเซีย แปซิฟิก คอร์ป ของมาเลเซีย และอีคอน เฮลแคร์ กรุ๊ป ของสิงคโปร์ หันมาลงสังเวียนเจาะตลาดผู้สูงอายุ สร้าง “ชุมชนหรูวัยเกษียณ” เพื่อรองรับวิถีชีวิตผู้สูงอายุที่มีฐานะมากขึ้น

“ลูกค้าของบริษัทส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ที่รายได้ระดับกลางถึงสูง ที่สามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายการใช้ชีวิตในชุมชนวัยเกษียณสนนราคาราว 6-10 ล้านรูปี (ราว 3-5 ล้านบาท) ได้” หัวหน้าแผนกวิจัยของ โจนส์ แลง ลาซาลล์ บริษัทชั้นนำด้านจัดการอาคารสำนักงานชั้นนำของโลก ระบุ

ไม่เพียงแต่ภาคเอกชนเท่านั้น รัฐบาลประเทศต่างๆ ในเอเชียก็หันมาออกนโยบายรองรับชาวต่างชาติวัยเกษียณในต่างแดน ที่มีฐานะทางการเงินที่มั่นคงเช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย ที่นำเสนอ “โครงการบ้านหลังที่สอง” หรือการออกวีซ่าแบบเข้าออกได้หลายครั้งอายุ 10 ปี สำหรับชาวต่างชาติที่มีอายุมากกว่า 50 ปี หรือแม้แต่ไทย ที่ออกวีซ่าอนุญาตให้ชาวต่างชาติอายุไม่ต่ำกว่า 50 ปี สามารถพำนักในราชอาณาจักรได้ไม่เกิน 1 ปี และสามารถต่ออายุได้หลังจากครบ 1 ปี

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตกลุ่มผู้สูงอายุในเอเชียจะจุดกระแสให้เกิดการตั้งคำถามถึง “ความกตัญญู” ของลูกที่มีหน้าที่ดูแลพ่อแม่ยามแก่เฒ่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่สำหรับ พี.เอส.รามาจันดราน อดีตข้าราชการอินเดีย วัย 85 ปี ซึ่งใช้ชีวิตภายในชุมชนวัยเกษียณ ซีเนียร์ ซิติเซน ฟาวน์เดชั่น ในเมืองบรินดาวันกับภรรยานานหลายปี กลับมองต่างออกไป

“เรายังคงต้องการอิสระ เรามีทั้งเพื่อนคุย มีกิจกรรมแก้เหงาที่เราสามารถทำได้มากมายเท่าที่ร่างกายจะรับไหว” รามาจันดราน กล่าว

การเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตของผู้สูงอายุดังกล่าว สะท้อนถึงแนวคิดเรื่องการแสดงออกถึงความกตัญญูต่อผู้ให้กำเนิดในสังคมคนเอเชียในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี เพราะแม้ว่าการแสดงความกตัญญูยังคงเป็นเรื่องสำคัญ ทว่ามีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตผู้คนในปัจจุบันน้อยลงแล้ว

“ในรุ่นคุณปู่คุณย่าอาจพอใจที่จะอาศัยอยู่บ้าน เลี้ยงหลาน แต่ไม่ใช่ในรุ่นพ่อแม่ของเรา ที่ยังต้องการเดินทางท่องเที่ยว หากิจกรรมทำ และอาจไม่ต้องการอาศัยอยู่ในหลังคาเดียวกับลูกๆ ก็เป็นได้ ซึ่งนับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้สูงอายุเอเชียยุคใหม่ที่เป็นไปได้” เจนิส ไช ผู้ก่อตั้งบริษัทวิจัยตลาดเอจจิ้ง เอจ ในสิงคโปร์ ระบุทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI