
ต่างชาติผวา....การเมืองไทยล่มสลาย-เข้ายุคสงครามกลางเมือง
8...ทีมข่าวต่างประเทศ
สถานการณ์การปะทะกันระหว่างกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อหลากสีที่สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลและต่อต้านการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ยังคงถูกจับตามองจากบรรดาองค์การพัฒนาเอกชน รัฐบาล และสื่อของต่างชาติอย่างใกล้ชิด
ล่าสุดองค์การพัฒนาเอกชนที่มีบทบาทมากในเวทีโลกอย่างกลุ่มวิกฤตการณ์ระหว่างประเทศ (International Crisis GroupICG) และองค์การพิทักษ์สิทธิมนุษยชน (Human Right Watch
–HRW) ได้ออกมาแสดงความคิดเห็น และเสนอแนะทางออกสำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้กลุ่มวิกฤตการณ์ระหว่างประเทศ (ไอซีจี) ได้ออกมาแสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่า การเผชิญหน้ากันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่ปรากฏให้เห็นความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง กำลังเข้าใกล้สิ่งที่เรียกว่า
“สงครามกลางเมือง” ไปทุกขณะ“
การเมืองไทยกำลังล่มสลาย และดูเหมือนว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางนั้นก็ทำให้เป็นเรื่องที่ยากที่จะนำพาประเทศกลับมาสู่ภาวะปกติได้” ไอซีจีระบุในถ้อยแถลงไอซีจียังแนะให้ประเทศไทยพิจารณาขอความช่วยเหลือจากตัวแทนที่เป็นกลางจากต่างประเทศให้เข้ามาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น โดยอาจจะเป็นบุคคลที่เคยได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพก็ได้ ซึ่งไอซีจีได้กล่าวอ้างถึงประธานาธิบดี โฆเซ รามอส ฮอร์ตา ของติมอร์เลสเต ว่า อาจจะเป็นบุคคลที่มีความเหมาะสมคนหนึ่ง
ข้อเสนอของไอซีจี ระบุให้ตั้งตัวแทนที่เป็นกลางดังกล่าวขึ้นเป็นคณะทำงาน หลังจากนั้นให้คณะทำงานเรียกทั้งสองกลุ่มเข้ามาพูดคุยหารือกัน โดยให้เจ้าหน้าที่ทหารยุติการปฏิบัติการทั้งหมด และให้กลุ่มคนเสื้อแดงลดระดับของการชุมนุมลงเหลือแค่เพียงการชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ เพื่อที่จะไม่กระทบต่อวิถีการดำเนินชีวิตของประชาชนคนทั่วไป
นอกจากนั้น อาจจะให้มีการเจรจาถึงความเป็นไปได้ในการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลที่ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อนำความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกลับมาสู่ประเทศไทยอีกครั้ง พร้อมทั้งวางแนวทางไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ต่อไป
ทางด้าน แบรด อดัมส์ หัวหน้าองค์การพิทักษ์สิทธิมนุษยชนภาคพื้นเอเชีย ก็ได้แสดงความวิตกต่อสถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้ด้วย โดยระบุในถ้อยแถลงว่า
“ณ ขณะนี้การเมืองไทยกำลังเดินหน้าไปสู่การใช้ความรุนแรง กลุ่มผู้ประท้วง กลุ่มต่อต้านผู้ประท้วง และเจ้าหน้าที่รัฐต่างดำเนินมาตรการตอบโต้กันอย่างตาต่อตาฟันต่อฟัน”องค์การพิทักษ์สิทธิมนุษยชนมองว่าหนทางเดียวที่จะเป็นทางออกสำหรับการเมืองไทย ณ เวลานี้ก็คือ การที่ทุกฝ่ายจะต้องสั่งการให้ผู้สนับสนุนของตนยุติการใช้กำลังความรุนแรงในการตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม และหันไปใช้วิธีการทางการเมือง หรือการเจรจาหาทางออกร่วมกัน ก่อนที่สถานการณ์ความขัดแย้งจะเลวร้ายมากไปกว่านี้
นอกจากนั้น ยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลตั้งคณะทำงานที่มีความอิสระและเป็นกลางขึ้นมาสอบสวน และลงโทษผู้ที่กระทำความผิดจากกรณีการปะทะกันที่ผ่านมาอีกด้วย
นอกเหนือจากการออกมาเคลื่อนไหวขององค์การพัฒนาเอกชนระดับโลกทั้งสององค์การแล้ว เมื่อวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา องค์การพัฒนาเอกชนแห่งทวีปเอเชียจำนวน 43 องค์การ ก็ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์เตือนให้รัฐบาลยุติการใช้กำลังความรุนแรง และใช้เวทีของการเจรจาเป็นทางออกด้วยเช่นกัน
แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า องค์การพัฒนาเอกชนทั้ง 43 องค์การมีความเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อสถานการณ์การเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับกลุ่มผู้ชุมนุม และแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์การปะทะกันจนทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต องค์การขอเตือนให้รัฐบาลและกลุ่มผู้ชุมนุมยุติการใช้กำลังความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาอย่างเด็ดขาด และขอให้กลับไปสู่วิถีทางของการเจรจาหาทางออกระหว่างกัน
รัฐบาลควรจะต้องตั้งคณะกรรมการที่มีความอิสระและเป็นกลางในการสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดจากเหตุการณ์การปะทะกันมาลงโทษ พร้อมทั้งย้ำว่าการพิจารณาจะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นอิสระ และได้มาตรฐาน
การปิดสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม และบล็อกเว็บไซต์ของรัฐบาลก็ถูกองค์การพัฒนาเอกชนวิพากษ์วิจารณ์ว่าการกระทำดังกล่าวนั้นจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดีต่อพัฒนาการประชาธิปไตยของไทย และเสนอแนะให้รัฐบาลใช้วิธีการในการฟ้องร้องผ่านกระบวนการของศาลในการรับมือกับสื่อที่กล่าวร้ายหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงแทน
นอกจากนั้น แถลงการณ์ยังได้อ้างถึงกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political RightsICCPR) ที่ไทยเป็นภาคีว่า ขอให้รัฐบาลระมัดระวังการบังคับใช้กฎหมายภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเน้นย้ำว่าถึงแม้ว่าสิทธิของประชาชนหลายประการจะถูกจำกัดภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน แต่สิทธิของการมีชีวิตอยู่ และสิทธิที่จะไม่ถูกทรมาน หรือการปฏิบัติอันไร้มนุษยธรรมจะต้องยังคงต้องมีอยู่ต่อไป
ไม่เพียงแต่องค์การพัฒนาเอกชนที่แสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ในไทย และพยายามเสนอแนะวิถีทางแห่งสันติวิธีให้กับรัฐบาลและกลุ่มผู้ชุมนุมเท่านั้น รัฐบาลประเทศต่างๆ ก็แสดงความวิตกว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในไทยจะบานปลาย และพยายามจะเสนอตัวเข้ามาเป็นตัวกลางในการแก้ไขปัญหาด้วยเช่นกัน
สำนักข่าวเอพี รายงานว่า พี.เจ. ครอวเลย์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ ได้ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้นักการทูตชาวอเมริกันกำลังอยู่ในขั้นตอนของการเจรจาหารือกับทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายผู้ชุมนุม นอกจากนี้นักการทูตของสหภาพยุโรป ก็ได้พบปะพูดคุยกับตัวแทนของกลุ่มคนเสื้อแดงด้วยเช่นกัน
นอกเหนือจากการออกมาเคลื่อนไหวขององค์การพัฒนาเอกชนและรัฐบาลของประเทศต่างๆ แล้ว สื่อจากต่างชาติก็ยังคงจับตามอง และรายงานสถานการณ์ของการเมืองไทยอย่างใกล้ชิดเช่นกัน
ด้านเว็บไซต์ของบริษัท เอเบลิง เฮฟเฟอร์แนน ที่ปรึกษาทางด้านการตลาดและการลงทุนสัญชาติอเมริกันก็นำเสนอรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์ของการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในประเทศไทย โดยระบุว่ากลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง ณ ขณะนี้เริ่มที่จะอ่อนกำลังลงแล้ว เนื่องมาจากเงินทุนที่ใช้ในการจ้างคนจากชนบทให้เข้ามาร่วมชุมนุมเริ่มที่จะร่อยหรอลงไป
รายงานดังกล่าวอ้างถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 30 เม.ย นายเกริกเกียรติ กุลธนบดี ชาว จ.พิจิตร ได้เดินทางมายังที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อขอให้ช่วยส่งตนเองพร้อมกับเพื่อนอีก 24 คนเดินทางกลับบ้าน เนื่องจากไม่มีเงิน
นายเกริกเกียรติ ระบุว่า ตนเองเป็นหนึ่งในผู้ที่เดินทางมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยผู้ใหญ่บ้านสัญญาว่าจะให้ค่าจ้างวันละ 200
–300 บาท แต่เมื่อถึงเวลาก็ไม่ได้รับค่าจ้างตามที่ได้ตกลงกันไว้ ตนเองกับเพื่อนจึงตัดสินใจจะเดินทางกลับบ้าน แต่เนื่องจากไม่มีเงินพอจึงมาขอความช่วยเหลือจากพรรคประชาธิปัตย์รายงานดังกล่าวยังได้วิเคราะห์ถึงความแตกแยกกันของกลุ่มคนเสื้อแดงเอาไว้ด้วยว่า กลุ่มคนเสื้อแดงที่เดินทางเข้ามาชุมนุมในกรุงเทพฯ นั้น ประกอบไปด้วยคน 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ก่อการร้ายที่มีอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง กลุ่มคนยากจนที่ได้รับความเดือดร้อนและไม่พอใจการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ซึ่งต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมที่เหลื่อมล้ำ และกลุ่มคนที่ถูกจ้างมาให้เข้าร่วมการชุมนุม
การดำเนินนโยบายที่แตกแยก และใช้แนวทางที่ขัดแย้งกันเองของคนเสื้อแดงทั้ง 3 กลุ่มนี้ คือสิ่งที่รายงานดังกล่าวให้ความสนใจ โดยระบุว่า ณ ขณะนี้ทุกคนในประเทศไทยเห็นตรงกันว่าประชาชนในชนบทได้รับความเดือดร้อนจากโครงสร้างทางสังคม และการดำเนินนโยบายของรัฐบาลจริง และเห็นว่าสมควรที่จะได้รับการแก้ไข อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวก็ตกไปเมื่อกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่อดีตนายกฯ ให้การสนับสนุนออกมาก่อเหตุใช้ความรุนแรง และนำไปสู่ความสูญเสีย







