
เขมรรับคำตัดสินศาลโลก"ไม่สมบูรณ์แบบแต่เพียงพอแล้ว"
หนังสือพิมพ์พนมเปญ โพสต์ รายงานเมื่อวันที่ 12 พ.ย. ว่า ท่าทีตอบรับในกัมพูชาหลังการตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
หนังสือพิมพ์พนมเปญ โพสต์ รายงานเมื่อวันที่ 12 พ.ย. ว่า ท่าทีตอบรับในกัมพูชาหลังการตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ) ต่อกรณีการตีความพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหารเป็นไปด้วยความคลุมเครือ หลังจากที่ศาลโลกระบุชัด พื้นที่อาณาบริเวณโดยรอบปราสาทพระวิหารนั้นไม่ได้มีความกว้างตามที่กัมพูชากล่าวอ้าง
พนมเปญ โพสต์ รายงานว่า หลังจากที่ไอซีเจได้ประกาศให้ชะง่อนผาแห่งปราสาทพระวิหารนั้นอยู่ภายในอำนาจอธิปไตยแห่งราชอาณาจักรกัมพูชานั้น ได้สร้างความยินดีให้กับชาวกัมพูชาต่อชัยชนะที่ได้รับ แต่ทว่าหลังจากนั้นศาลก็ระบุว่า คำตัดสินในปี 2505 ครอบคลุมพื้นที่ “เล็กๆ” รอบๆ ตัวปราสาทเท่านั้น
สื่อชื่อดังของกัมพูชา ระบุว่า การตัดสินของศาลโลกดังกล่าวได้ทิ้งคำถามที่ยังไม่ได้ตอบเอาไว้ว่าพื้นที่ข้อพิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นหัวใจของปัญหาระหว่างไทยและกัมพูชานั้นเป็นของใคร
รายงานอ้างการสัมภาษณ์สด ฮอร์นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ซีทีเอ็น โดย ฮอร์นัมฮง ได้กล่าวชัดว่า การตัดสินในครั้งนั้น “อาจจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็เพียงพอแล้ว”
“แน่นอน เราไม่อาจจะกล่าวได้ว่าคำตัดสินของศาลในวันนี้สร้างความพอใจได้ 100% เต็ม แต่เราก็ดีใจ เนื่องจากคำตัดสินเป็นไปตามความต้องการหลักของเรา” รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา กล่าว
ทั้งนี้ ศาลโลกได้ระบุให้ชะง่อนผาดังกล่าวอันเป็นที่ตั้งของปราสาทพระวิหารนั้นเป็นของกัมพูชา และไทยจะต้องถอนกำลังทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่อื่นๆ ออกจากพื้นที่โดยรอบ
ฮอร์นัมฮง ชี้ด้วยว่า ศาลโลกได้ยอมรับแผนที่ประกอบภาพผนวก 1 มาตรา 1:200,000 ซึ่งเขียนขึ้นระหว่างฝรั่งเศสและไทยในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 และกัมพูชานำมาใช้ในการกำหนดดินแดนในพื้นที่ปราสาทพระวิหาร ในขณะที่ศาลได้ปฏิเสธแผนที่ของไทย ซึ่งเท่ากับว่าเป็นชัยชนะของกัมพูชาแล้ว อีกทั้งศาลยังได้ตัดสินว่าถนนที่นำไปสู่ตัวปราสาทนั้นจะต้องได้รับการเปิดอย่างเสรี
“ผมอยากจะยืนยันว่า สิ่งนี้คือคำตัดสินที่จะต้องได้รับการปฏิบัติจากทุกฝ่าย ผมอยากจะเรียนชาวกัมพูชาทุกท่านว่ารัฐบาลกัมพูชาไม่เคยเพิกเฉยที่จะปกป้องอธิปไตยของเรา”
อย่างไรก็ตาม พนมเปญ โพสต์ ระบุว่า ศาลไม่ได้กล่าวถึงพื้นที่โดยรวม ซึ่งเปิดทางให้ทั้งสองประเทศเปิดการเจรจากันเพื่อกำหนดเขตแดนต่อไป
สื่อชื่อดังของกัมพูชา ยังรายงานอ้างถึงถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กล่าวหลังคำตัดสินด้วยว่า ประเทศไทยจะเข้าสู่กระบวนการเจรจากับกัมพูชาเพื่อหาข้อยุติในเรื่องนี้
ขณะเดียวกัน ทางด้านนายกรัฐมนตรี ฮุนเซน แห่งกัมพูชา ได้เรียกร้องให้กองกำลังและประชาชนหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่จะก่อให้เกิดความตึงเครียดกับประเทศ
“ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ ที่รัฐบาลกัมพูชาพยายามแก้ไขปัญหาระหว่างกัมพูชาและประเทศไทยอย่างสันติ ภายใต้กรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ” ฮุนเซน กล่าวผ่านการถ่ายทอดทางโทรทัศน์
ทั้งนี้ สื่อกัมพูชาย้ำว่า คำตัดสินนั้นถูกมองว่าเป็นชัยชนะเล็กๆ ของกัมพูชา แต่ก็ไม่ได้เป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่นักสำหรับประเทศไทย และคาดว่าน่าจะลดความตึงเครียดบริเวณแนวชายแดนได้ ซึ่งทั้งสองรัฐบาลได้ให้คำมั่นไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะรักษาสันติภาพไว้ ไม่ว่าผลการตัดสินของศาลจะออกมาเช่นไร
ขณะเดียวกัน ทางด้าน อู นริน รองผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ของกัมพูชา ซึ่งดูแลพื้นที่จังหวัดพระวิหาร กล่าวว่า ทางกองทัพกำลังรอดูท่าทีจากฝ่ายไทยอยู่
“เรากำลังรอดูท่าทีจากฝั่งประเทศไทย เพื่อรอการถอนกองกำลังออกเช่นกัน ผมคิดว่าเราต้องรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปหลังคำพิพากษา และต้องรอนโยบายจากรัฐบาลว่าจะทำอะไรต่อไป” อู นริน กล่าว
พนมเปญ โพสต์ ยังรายงานถึงความเคลื่อนไหวของประชาชนในพื้นที่ใกล้ชายแดนด้วยเช่นกัน
ชิมยอง ชายชราวัย 65 ปี ประชาชนในพื้นที่ กล่าวทั้งน้ำตาหลังชมการถ่ายทอดสดคำประกาศของศาลโลก และกล่าวว่า เป็นคำตัดสินที่ยุติธรรมสำหรับกัมพูชาแล้ว
“ผมคิดว่ายุติธรรมสำหรับกัมพูชา และคำตัดสินน่าจะยุติปัญหาที่เรามีมาตลอดนานหลายปี ประเทศไทยคงไม่กล้าทำอะไรกัมพูชาอีก”
ทางด้าน เชิงอัม ทหารแนวหน้าของกัมพูชาวัย 39 ปี กล่าวดีใจกับคำตัดสินซึ่งน่าจะเปลี่ยนชีวิตของทหารนายนี้ทีเดียว
“ผมคิดว่าเมื่อไหร่ที่ฝ่ายไทยถอนกำลังออกจากพื้นที่ทับซ้อน ผมอาจจะสามารถกลับไปบ้านอยู่กับครอบครัวได้ และสามารถกลับไปทำไร่ทำนาหรือทำอะไรให้กับครอบครัวได้บ้าง ลำพังเงินเดือนทหารไม่พอจริงๆ”พลทหารวัย 39 ปี กล่าว







