
Hokkaido Slow Drive 16
ผมขับรถออกจาก Marine Park Nixe ก็เกือบ 5 โมงเย็นแล้ว ตั้งใจว่าจะตรงเข้าที่พักเลย แต่พอดีขับผ่านซูเปอร์มาร์เก็ต
ผมขับรถออกจาก Marine Park Nixe ก็เกือบ 5 โมงเย็นแล้ว ตั้งใจว่าจะตรงเข้าที่พักเลย แต่พอดีขับผ่านซูเปอร์มาร์เก็ต คุณภรรยาเลยขอแวะซื้อข้าวหน่อย อย่าเข้าใจผิดว่าจะซื้อเสบียงหรืออาหารค่ำนะครับ ซื้อข้าวจริงๆ และเป็นข้าวที่ยังไม่ได้หุงครับ ภารกิจอย่างหนึ่งที่ถ้าผมมาฮอกไกโดแล้วคุณภรรยาจะต้องฝากมาทำเป็นประจำก็คือการซื้อข้าวกลับไป ปกติที่บ้านจะทานข้าวญี่ปุ่นสลับกับข้าวหอมมะลิ เมื่อก่อนก็จะทานข้าวญี่ปุ่นพันธุ์ Koshihikari แต่ระยะหลังมาฮอกไกโดบ่อย เลยได้ลองชิมข้าวพันธุ์ใหม่ของฮอกไกโดที่คนท้องถิ่นภูมิใจมากว่าสูสีตีคู่กับโคชิฮิคาริได้เลย บางคนถึงกับบอกว่าเหนือชั้นกว่า ได้ยินอย่างนี้แล้วมีหรือที่ผมจะไม่ลอง พอลองแล้วก็ติดใจซื้อกลับไปบ้าน คุณภรรยาลองหุงทานก็ชอบ ลูกสาวลูกชายชอบกันหมด เดี๋ยวนี้เลยต้องมีข้าวญี่ปุ่นติดครัวอย่างน้อยหนึ่งถุง ข้าวพันธุ์ใหม่นี้ชื่อ Yumepirika มีขายทั่วไปที่ฮอกไกโด คุณภรรยาสอยขนาดบรรจุ 5 ลิตรมาถุงหนึ่งพร้อมขนมขบเคี้ยวพวกกูลิโกะมาอีกหน่อยหนึ่ง จากนั้นถึงค่อยตรงดิ่งเข้า NoboribetsuOnsen ระหว่างขับรถไปอยู่ๆ ฝนก็ตกลงหนักมาก ดีว่าที่พักอยู่ไม่ไกลแค่ขับรถ 10 นาทีก็ถึงแล้ว คืนนี้บ้านผมนอนกันที่เรียวกัง ชื่อ Tama no Yu ผมไม่เคยนอนมาก่อน แต่เพื่อนชาวญี่ปุ่นเล่าให้ฟังว่าถ้าเป็นโนโบริเบ็ทสึก็อยากจะนอนที่ทามะโนะยุนี่แหละ ส่วนอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกเจ้าของโรงแรมในเครือ Tsuruga บอกว่าเธออยากลองนอนที่ Taki no Ya เพราะทอดตาทั้งฮอกไกโด เรียวกัง ที่มีดีกรีพอจะสูสีกับเครือ Tsuruga ได้นั้นมีไม่มากและหนึ่งในนั้นก็คือ Taki no Ya ฟังอย่างนั้นแล้วผมก็พยายามจองทากิโนะยะ แต่จองไม่ได้เต็มหมด ลองขยับวันก็ไม่มีเลยอดนอน (ในรอบนี้) จำใจต้องยอมพักที่ Tama mo Yu ซึ่งมาทราบในภายหลังว่าเป็น Sister Hotel ของ Taki no Ya นั่นเอง
การมาพักในเรียวกังที่มีชื่อเสียงนั้น ถือเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ไม่ควรพลาด (หากท่านมีกำลังจ่าย) และก็ต้องแยกให้ออกระหว่างเรียวกังแท้ๆ กับโรงแรมที่มีห้องนอนแบบญี่ปุ่น ทั้งสองประเภทนี้นักท่องเที่ยวชาวไทยเราสับสนปนเปกันไปหมด ซึ่งผมไม่ตำหนิ เพราะอาจจะขาดความรู้ความเข้าใจ แต่อยากจะกระซิบเบาๆ ไปยังบริษัทท่องเที่ยวและผู้นำทัวร์หลายๆ ท่านที่ไปบอกไปเรียกโรงแรมที่มีห้องนอนแบบญี่ปุ่นว่าเป็นเรียวกัง ซึ่งมันแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะการดูแลเอาใจใส่ในความเป็นอยู่ของลูกค้า ซึ่งญี่ปุ่นมีคำศัพท์เฉพาะว่า Omotenashi คำนี้จะไม่สามารถอธิบายได้เลย ถ้าท่านไม่เคยไปสัมผัสมาจริงๆ อย่างตอนที่ผมไปถึงที่ Tama no Yu นั้นฝนตกหนักมาก เจ้าหน้าที่โบกให้ผมถอยจอดตรงทางเข้าเพื่อจะได้ไม่โดนฝน พอนำสัมภาระลงหมดแล้ว ก็ขอกุญแจเพื่อนำรถไปจอดให้ การเข้าไปเรียวกังก็เหมือนกับการเข้าบ้าน จึงมีธรรมเนียมการถอดรองเท้าตรงชานพักด้านหน้าก่อนขึ้นไปยังด้านใน ส่วนรองเท้าของเราก็จะมีเจ้าหน้าที่มานำไปเก็บให้ บางแห่งอาจจะให้ใบรับมา แต่ที่ที่ใส่ใจเรามากๆ เขาจะจำรองเท้าของผู้เข้าพักได้ไม่มีพลาดเลย พอเข้าไปยังโถงรับรองก็จะมีเจ้าหน้าที่นำน้ำชาและผ้าเช็ดมือมาให้ในระหว่างรอเช็กอิน ไม่เคยปรากฏว่าจะต้องไปยืนเช็กอินที่เคาน์เตอร์เหมือนโรงแรมทั่วไป จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็จะพาเราไปยังห้องพัก โดยจะอธิบายโน่นนี่นั่นไปตลอดทางตั้งแต่ห้องอาบน้ำ ร้านขายของและห้องอาหารในกรณีที่ท่านเลือกที่จะไม่ทานข้าวในห้องพัก ห้องส่วนใหญ่จะไม่ได้ล็อก กุญแจห้องมักจะวางไว้แล้วบนโต๊ะกลางห้อง เจ้าหน้าที่จะอธิบายตำแหน่งต่างๆ ในห้องพักแล้วค่อยบริการน้ำชา ผ้าเช็ดมือ และขนม พร้อมกับนัดหมายเวลาทานข้าวเย็น การทานอาหารในห้องเป็นเรื่องปกติของการมาพักในเรียวกัง อาหารที่เสิร์ฟจะเป็นไคเซกิที่หลายต่อหลายคนบ่นกันอุบ บางคนถึงกับไม่ชอบเลยก็มี ผมขอยืนยันตรงนี้ว่าองค์ประกอบของเรียวกังที่ดีนั้นต้องมีอาหารที่ดีมีคุณภาพด้วย ถ้าท่านมีประสบการณ์เรื่องอาหารที่ไม่ดี เป็นไปได้ว่าเรียวกังนั้นดีไม่พอครับ
อีกหนึ่งสิ่งที่ควรปฏิบัติในการมาพักเรียวกังคือการอาบน้ำแบบญี่ปุ่นที่เรามักเรียกว่าไปแช่ออนเซน ห้องอาบน้ำของเรียวกังไม่จำเป็นว่าจะต้องใหญ่ คนญี่ปุ่นเขาจะมาเช็กอินกันตอนบ่ายแก่ๆ แล้วลงไปอาบน้ำก่อนรอบหนึ่งถึงค่อยทานข้าว หรือถ้ามีเวลาเหลือก็จะออกไปเดินเล่นในเมืองก่อนแล้วค่อยกลับมาทานข้าว การทานข้าวในเรียวกังทั้งหมดที่ผมเคยไปพักมา ไม่มีปรากฏว่ามีอาหารแบบบุฟเฟต์บริการ เมื่อไหร่ที่เป็นบุฟเฟต์นี่กากบาทเลยว่าไม่ใช่เรียวกัง เพราะการทานอาหารแบบบุฟเฟต์ไม่ใช่วิถีของ Omotenashi อาหารในเรียวกังจึงมักจะเป็นไคเซกิเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ในระยะหลังบางเรียวกังก็จะมีอาหารฝรั่งเป็นตัวเลือกด้วย พอทานข้าวเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็จะนัดหมายเวลาปูที่นอนและเวลาอาหารเช้า โดยท่านอาจจะลงไปเดินเล่นหรือเดินย่อยอาหารในเมืองในระหว่างเขาปูที่นอนก็ได้ เดินเล่นเสร็จแล้วค่อยกลับมาอาบน้ำอีกรอบก่อนเข้านอน และในเรียวกังดีๆ เขาจะไม่มีตู้เกมนะครับ เพราะแนวคิดของการมานอนเรียวกังคือมาพักผ่อนและคาดหวังกับการบริการที่เอาใจใส่ของเจ้าหน้าที่ แต่หากอยากจะสังสรรค์หรือเฮฮาปาร์ตี้ ที่เรียวกังนี่ไม่เหมาะครับ เรียวกังส่วนใหญ่จะเน้นความกลมกลืนกับธรรมชาติ ถ้าเลือกได้ผมแนะนำให้นอนเรียวกังที่อยู่ชานเมืองหรือนอกเมืองมากกว่าเรียวกังกลางเมืองใหญ่ เพราะจะได้ปลีกวิเวกและสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิดพร้อมกับรับบริการที่ดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี รับรองว่าจะติดใจแน่นอนครับ
อีกองค์ประกอบหนึ่งซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดของเรียวกังคือเจ้าของเรียวกังดีๆ ส่วนใหญ่จะเป็นเรียวกังขนาดย่อมที่เจ้าของดูแลเอง แต่ถ้าเป็นเรียวกังขนาดใหญ่ก็ต้องมีการบริหารจัดการที่ดีมากและยึดแนวคิดของผู้ก่อตั้งอย่างเคร่งครัด โดยส่วนตัวผมชอบเรียวกังขนาดย่อมมากกว่า เพราะการบริการยังแฝงกลิ่นอายของญี่ปุ่นอยู่เต็มเปี่ยม แม้นว่าเรียวกังรุ่นใหม่หลายแห่งอย่างของเครือ Tsuruga จะออกในแนวร่วมสมัย แต่เจ้าของเขาเคร่งครัดในคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการ จึงยังคงรักษาชื่อเสียงไว้ได้เป็นอย่างดี คนไทยส่วนใหญ่น่าจะชอบเรียวกังร่วมสมัยอย่าง Mizu no Uta หรือ Moku no Sho ของเครือ Tsuruga เพราะมีความสะดวกสบายและใกล้เคียงกับวิถีปัจจุบันของเรามากกว่าเรียวกังรุ่นเก่า แต่ก็ขึ้นอยู่กับแนวคิดของท่านว่าอยากได้ประสบการณ์แบบไหน สำหรับผมการได้นอนเรียวกังหลากหลายแบบก็เหมือนเป็นการเปลี่ยนแพ็กเกจหรือรูปลักษณ์ภายนอกของอาหารที่ยังคงรสชาติและความอร่อยเหมือนเดิม สัปดาห์หน้าค่อยกลับมาสาธยายเรื่อง Taki no Ya และ Tama no Yu กันต่อครับ







