posttoday
โวยสื่อไทยมั่วข่าวแท็บเล็ตจีน

โวยสื่อไทยมั่วข่าวแท็บเล็ตจีน

18 ตุลาคม 2556

ซินหัวของจีนเผยข่าวร้อนสะเทือนรัฐบาลและสื่อมวลชนไทยอีกครั้ง ด้วยการยกคำสัมภาษณ์ของ หลิว จุน ประธานบริษัท

ซินหัวของจีนเผยข่าวร้อนสะเทือนรัฐบาลและสื่อมวลชนไทยอีกครั้ง ด้วยการยกคำสัมภาษณ์ของ หลิว จุน ประธานบริษัท ไชน่า เซินเจิ้น สโคป ไซแอนทิฟิก ดีเวลอปเมนต์ ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตแท็บเล็ตป้อนโครงการแจกแท็บเล็ตให้แก่เด็กประถมศึกษาปีที่ 1 ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดย หลิว ระบุว่า สื่อมวลชนไทยบางสำนักรายงานข่าวแท็บเล็ตเสียนับแสนเครื่องคลาดเคลื่อนจากความจริง ซึ่งเป็นเรื่องไม่มีเหตุผลและผิดข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง

หลิว ชี้แจงต่อไปว่า แท็บเล็ตที่ผลิตจากบริษัทตนซึ่งเข้าร่วมโครงการดังกล่าวเสียหายเพียง 0.62% หรือคิดเป็น 5,344 เครื่อง โดยอ้างรายงานของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ของไทย ที่เผยสถิติระหว่างเดือน ส.ค. 2555-2556 ส่วนศูนย์บริการหลังการขายทั้งสามแห่งก็ถูกย้ายไปเปิดบริการที่อื่น มิใช่ถูกสั่งปิดตามที่เป็นข่าว

ด้านการบริการ หลิว ระบุว่า บริษัทรับประกันแท็บเล็ตนานกว่าปกติเป็น 2 ปี และมีจุดบริการหลังการขายในไทยถึง 114 แห่ง จากที่ปกติมีเพียง 60 แห่ง และมีการจ้างงานช่างเทคนิคไทยเพิ่มกว่า 200 ตำแหน่ง

ข้ามฟากไปยุโรป สมาคมผู้ผลิตอาหารทะเลและปลากระป๋องแห่งสเปน (อันฟาโก) เล็งยื่นคำร้องขอให้เจ้าหน้าที่ของสหภาพยุโรป (อียู) ผู้รับผิดชอบในการเจรจาเขตการค้าเสรีไทยอียู (เอฟทีเอ) พิจารณาทบทวนการตัดรายชื่อปลาทูน่าออกจากข้อตกลงเอฟทีเอระดับทวีภาคีดังกล่าว เหตุเพราะการเปิดเสรีตลาดปลาทูน่ากระป๋องและผลิตภัณฑ์ทูน่าในยุโรปให้แก่ไทยมีแนวโน้มกระทบต่ออุตสาหกรรมดังกล่าวในภูมิภาคยุโรป

ทั้งนี้ ข้อมูลจากผู้ประกอบการสเปนแสดงให้เห็นว่าเฉพาะในปี 2554 ไทยส่งออกปลาทูน่ากระป๋องและปลาทูน่าแปรรูปมายังอียูถึง 91,357 ตัน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากกว่าการส่งออกในช่วงปี 2553-2554 ถึง 19% อย่างไรก็ตาม รายงานจากฟิช อินโฟ เซอร์วิส ระบุว่า หากมีการตัดชื่อปลาทูน่าออกจากข้อตกลงเอฟทีเอจริง จะทำให้การนำเข้าสินค้าดังกล่าวถูกควบคุมด้วยพิกัดอัตราภาษี และจะกระทบอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป ซึ่งเป็นภาคธุรกิจที่พึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศสูง

ด้านความคืบหน้าประเด็นปราสาทพระวิหารซึ่งสั่นสะเทือนความสัมพันธ์ไทยกัมพูชา ในที่สุด ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ) ในกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ก็กำหนดวันที่ 11 พ.ย. เป็นวันชี้ชะตาว่าพื้นที่ขนาด 4.6 ตารางกิโลเมตรรอบปราสาทพระวิหารบริเวณพรมแดนไทยกัมพูชา จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของประเทศใด

เว็บไซต์ข่าวเรดิโอ ฟรี เอเชีย รายงานว่า การประกาศข้างต้นนับเป็นข่าวดี เพราะสัญญาณเชิงบวกที่บ่งบอกว่าความบาดหมางนับทศวรรษอาจมาถึงบทสรุป ทั้งนี้ แม้จะไม่สามารถเดาได้ว่าไอซีเจจะมีคำตัดสินไปในทิศทางใด แต่ก็น่าชื่นชมที่ทั้งไทยและกัมพูชามีท่าทีชัดเจนในการยอมรับคำตัดสินของไอซีเจ เพราะต่างมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

ด้าน หม่อง ไห่ นักวิเคราะห์อิสระสัญชาติลาว คาดหวังว่า คำพิพากษาของไอซีเจน่าจะนำไปสู่ความร่วมมืออันจะเกิดประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย เพราะเมื่อสิทธิความเป็นเจ้าของในดินแดนได้รับการบ่งชี้อย่างชัดเจน ไทยและกัมพูชาย่อมมีโอกาสพัฒนาพื้นที่ของตนเองได้อย่างเต็มที่

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI