
หนี้พอกหาง
แม้สภาคองเกรสสหรัฐจะผ่านกฎหมายขยายเพดานหนี้และงบประมาณชั่วคราวไปได้แล้ว ทว่า กฎหมายทั้งสองฉบับก็เป็นเพียงการต่อลมหายใจชั่วคราวเท่านั้น
แม้สภาคองเกรสสหรัฐจะผ่านกฎหมายขยายเพดานหนี้และงบประมาณชั่วคราวไปได้แล้ว ทว่า กฎหมายทั้งสองฉบับก็เป็นเพียงการต่อลมหายใจชั่วคราวเท่านั้น และจะทำให้ปัญหาเดิมๆ นี้วนเวียนกลับมาให้โลกได้ลุ้นกันใหม่อีกครั้งในเดือน ม.ค. และ ก.พ.ปีหน้า โดยเฉพาะวิกฤตเพดานหนี้ 16.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 535 ล้านล้านบาท) ที่มากกว่าจีดีพีประเทศไทยหลายเท่าตัว
หากย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว สหรัฐยังมีเพดานหนี้อยู่ที่เพียง 4.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น (หักลบอัตราเงินเฟ้อแล้ว) โดยในช่วงเวลา 50 ปี ระหว่างปี 1953-2003 สหรัฐก่อหนี้เพิ่มขึ้นเพียง 3.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น
ตัวเลขนี้นับว่าแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หรือระหว่างปี 2003-2013 ที่ระดับหนี้เพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าตัว หรือ 11.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้หนี้สหรัฐเพิ่มขึ้นนั้น มาจาก 2 ปัจจัยก็คือ การทำสงครามและปัญหาเศรษฐกิจ เริ่มตั้งแต่สงครามอัฟกานิสถานปี 2001 อิรัก 2003 และลิเบีย 2011 นอกจากนี้ ยังต้องอัดฉีดสารพัดมาตรการทางการเงินและการคลัง เพื่อแก้วิกฤตภาคการเงินและเศรษฐกิจถดถอยที่เริ่มขึ้นในปี 2008
ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้การผ่านกฎหมายขยายเพดานหนี้ราว 10 ครั้งนับตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา จึงมีการขยายเพดานสูงถึงครั้งละหลายร้อยล้านเหรียญติดต่อกันทุกครั้ง และหนักสุดในครั้งเดือน ม.ค. 2012 ที่ขยายเพดานหนี้ครั้งประวัติศาสตร์เพิ่มอีก 2,100 ล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว







