
อย่าทอดทิ้งกัน
ภาษิตจีนโบราณที่ว่า “คนที่อายุถึง 70 นั้นมีน้อยเหลือเกิน” สะท้อนให้เห็นถึงวิทยาการทางการแพทย์ที่ยังไม่ล้ำสมัยของสังคมจีนในยุคโบราณ
ภาษิตจีนโบราณที่ว่า “คนที่อายุถึง 70 นั้นมีน้อยเหลือเกิน” สะท้อนให้เห็นถึงวิทยาการทางการแพทย์ที่ยังไม่ล้ำสมัยของสังคมจีนในยุคโบราณ เป็นเหตุให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนานาชนิดต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ทว่าคำกล่าวที่ว่านี้กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว สังเกตจากความเปลี่ยนแปลงของอายุขัยเฉลี่ยซึ่งในยุคโบราณอยู่ที่ 18 ปี ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาเป็น 73 ปี โดยประเทศจีนครองตำแหน่งดินแดนที่มีจำนวนผู้สูงวัยมากที่สุดในโลก
หากพิจารณาจากอายุขัยเฉลี่ยที่สูงขึ้นในหมู่ชาวจีน ก็น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีของคนทั่วประเทศ และเป็นดัชนีบ่งชี้ให้เห็นถึงความก้าวล้ำทางวิทยาการและความตระหนักถึงเรื่องสุขภาพมากขึ้นของคนยุคนี้ เห็นได้จากรายการทีวี นิตยสารเกี่ยวกับสุขภาพได้รับการตอบรับอย่างมาก โดยเฉพาะในหมู่ผู้สูงวัยที่โรคภัยไข้เจ็บมักถามหา
ในทางกลับกัน การปล่อยให้สังคมมีประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีมาตรการรองรับ ย่อมส่งผลต่อปัญหาสังคมได้เช่นกัน การยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยจึงมีความจำเป็นอย่างมาก ยิ่งเศรษฐกิจพัฒนามากขึ้นเท่าใด โอกาสที่คนกลุ่มนี้จะถูกทอดทิ้งจากสังคมก็มีมากขึ้นเท่านั้น เพราะต่างคนต่างก็ต้องทำงานกันอย่างแข็งขันเพื่อเลี้ยงปากท้อง ไม่มีเวลามาเอาใจใส่ผู้สูงวัยในบ้าน นี่ยังไม่นับรวมผู้สูงวัยที่ใช้ชีวิตเร่ร่อนตามท้องถนน ดังนั้นการเข้าสู่สังคมที่เต็มไปด้วยประชากรสูงวัยจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม
ลักษณะเด่นของการเป็นสังคมที่มีประชากรสูงวัยของจีนมีด้วยกันหลายประการ เช่น มีคนในวัยดังกล่าวจำนวนมากและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อภาระรับผิดชอบทางสังคมอย่างมาก เมื่อเทียบกับอัตราการเพิ่มขึ้นของคนในวัยดังกล่าวของประเทศพัฒนาแล้ว ถือว่าผู้สูงวัยของจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา
ในประเทศที่พัฒนาแล้ว หากผู้สูงวัยที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนร้อยละ 7 ของประชากรผู้สูงอายุ GDP จะอยู่ที่ระดับ 1 หมื่นเหรียญสหรัฐขึ้นไป แต่ในขณะที่ประเทศจีนก้าวเข้าสู่สังคมที่มีผู้สูงวัยจำนวนมากนั้น GDP กลับอยู่ที่ระดับ 800 เหรียญสหรัฐ เรียกว่าประชากรของประเทศที่พัฒนาแล้วมีรายได้มั่นคงแล้วจึงเข้าสู่วัยชรา ทว่าประชากรจีนกลับก้าวสู่วัยชราก่อนที่จะมีฐานะทางการเงิน
นอกจากนี้ ความที่เป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ ส่งผลให้การย้ายถิ่นฐานอยู่ในอัตราที่ต่ำกว่าหลายประเทศ ประชากรในแต่ละพื้นที่มีความหนาแน่นไม่เท่ากัน จำนวนประชากรสูงวัยในแต่ละท้องที่มีความแตกต่างกันมาก ทั้งนี้จำนวนผู้สูงวัยในชนบทมีอัตราสูงกว่าผู้สูงวัยตามเมืองใหญ่ ตัวเลขผู้สูงวัยในชนบทคิดเป็นร้อยละ 70 ของประชากรทั้งหมด ขณะที่ประชากรสูงวัยในประเทศที่พัฒนาแล้วอยู่ในสัดส่วนต่ำกว่าร้อยละ 1525
รายงานฉบับหนึ่งชี้ให้เห็นว่า การย้ายเข้ามาใช้ชีวิตในเมืองของผู้สูงวัยที่ตามลูกมาทำงาน ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมอย่างมาก คาดการณ์ว่าในปี ค.ศ. 2053 ประชากรสูงอายุของประเทศจีนจะเพิ่มขึ้นเป็น 487 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 35 ของประชากรทั่วประเทศ ถึงตอนนั้นประชากรสูงวัยของจีนจะมีจำนวนมากกว่าประชากรทั้งหมดของประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยซ้ำ หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ ประชากรผู้สูงวัยทุกๆ 4 คนของโลกจะเป็นชาวจีน 1 คน
หลังจากที่รัฐบาลประกาศใช้นโยบายคุมกำเนิดเพื่อลดประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงศตวรรษที่ 20 โดยแต่ละครอบครัวสามารถมีบุตรได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ผลพวงที่ตามมาก็คือ เมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตขึ้นมาก็ต้องเผชิญหน้ากับสภาพครอบครัวที่ประกอบด้วย พ่อแม่ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย แน่นอนว่าภาระรับผิดชอบในการเลี้ยงดูผู้สูงวัยในบ้านย่อมตกเป็นของลูกหลาน ถือเป็นค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาลที่สร้างความหนักใจให้แก่พวกเขาไม่น้อย หลายครอบครัวหาทางออกด้วยการส่งผู้สูงวัยไปบ้านพักคนชราหรือหากตกลงกันไม่ได้ ก็สร้างความร้าวฉานให้เกิดขึ้นในครอบครัวและจบลงด้วยการขึ้นศาลก็มี
แม้ว่าสังคมจะเริ่มตระหนักถึงนานาปัญหาที่เกิดขึ้นจากการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย และมีการรณรงค์ให้เห็นความสำคัญของคนวัยดังกล่าวผ่านสื่อแขนงต่างๆ ทั้งยังกำหนดนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้สูงวัย แต่ถึงกระนั้นผู้สูงวัยจำนวนไม่น้อยยังไม่ได้รับความช่วยเหลือและมีความเป็นอยู่ที่ยากลำบากอยู่มาก ด้วยเหตุนี้ การเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางร่างกายและจิตใจของคนวัยดังกล่าวจึงถือเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรตระหนักเป็นอย่างยิ่ง







