
ญี่ปุ่นไม่ได้อานิสงส์ "อาเบะโนมิกส์"เอกชนขนเงินลงทุนอาเซียน
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
รอยเตอร์สรายงานบทความเชิงวิเคราะห์ว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ แห่งญี่ปุ่น หรืออาเบะโนมิกส์ นั้นไม่ได้ช่วยให้ภาคเอกชนหันมาเพิ่มการลงทุนในญี่ปุ่นเองมากเท่าที่ควร ในทางกลับกันนั้น บรรดาเอกชนกลับหันไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งรวมถึงไทยและกลุ่มอาเซียน ที่มีสัดส่วนการลงทุนจากญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 3 เท่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2556 ขณะที่การลงทุนในเอเชียทั้งหมดก็เพิ่มขึ้นถึง 22%
รายงานอ้างการเปิดเผยขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) ว่า ในช่วงครึ่งปีแรกนี้ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ของญี่ปุ่นในอาเซียน มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเกือบแตะ 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.92 แสนล้านบาท)
นอกจากนี้ ธนาคารญี่ปุ่นได้ปล่อยกู้ในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นทุบสถิติเช่นเดียวกัน โดยปล่อยกู้เพิ่มเกือบ 8% ไปอยู่ที่ 1.528 แสนล้านเหรียญสหรัฐในไตรมาสแรก ในจำนวนนี้เป็นเงินกู้ในไทยที่เพิ่มขึ้น 17% และฟิลิปปินส์ 27% ขณะที่การซื้อกิจการในอาเซียนปีนี้ก็พุ่งขึ้นทำสถิติใหม่อยู่ที่ 8,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.6 แสนล้านบาท)
ทว่าในทางกลับกัน สัดส่วนการใช้จ่ายของภาคเอกชนในญี่ปุ่นช่วงครึ่งปีแรกนี้กลับลดลง 4% เมื่อเทียบกับครึ่งแรกของปี 2555
นักวิเคราะห์ระบุว่า ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงถึงราว 20% พร้อมด้วยมาตรการจูงใจต่างๆ ของรัฐนั้น ยังไม่ดึงดูดมากพอ หากพิจารณาจากปัจจัยลบหลายด้านในประเทศ เช่น การเป็นสังคมผู้สูงอายุ ค่าแรงสูง และอุปสรรคทางด้านกฎระเบียบ
“มาตรการจูงใจต่างๆ เพื่อให้เกิดการลงทุนในประเทศนั้นยังมีไม่มากพอ ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ในระยะยาวซึ่งมีปัญหาอย่างมาก รวมถึงความเสี่ยงของมาตรการกระตุ้นที่มีวันหมดอายุลงพร้อมกับการดีดตัวขึ้นของค่าเงินเยน ทำให้เอกชนหนีไปลงทุนในต่างประเทศกันมากขึ้นแทน” เคนเนธเอส เคอร์ติส ผู้บริหารของบริษัทลงทุนสตาร์ฟอร์ท อินเวสต์เมนต์ กล่าว
รายงานระบุด้วยว่า มาตรการอาเบะโนมิกส์อาจยังไม่ส่งผลต่อการตัดสินของภาคเอกชน เนื่องจากบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นนั้นมักจะมีการวางแผนการลงทุนในระยะยาว เช่น แผนการขยายโรงงานของมาสด้า มอเตอร์ส ประเทศไทย วงเงิน 262 ล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้ ซึ่งเป็นแผนที่มีการตัดสินใจมาตั้งแต่ต้นปี 2555 แล้ว
ขณะที่นักวิเคราะห์จากธนาคารโซซิเอเต เจเนรัล มองว่า อาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าที่นโยบายจะเห็นผล เนื่องจากค่าเงินเยนที่ดิ่งลงมาอยู่ที่ระหว่าง 95100 เยนต่อเหรียญสหรัฐนั้น ยังไม่อ่อนค่าลงมากพอ และอาจต้องรอจนกว่าเงินเยนจะอ่อนค่าลงไปถึงระดับ 110 เยนต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งอาจเกิดขึ้นในปีหน้า







