posttoday
โฮ่งๆ...รอผมไปโรงเรียนก่อนขอรับ

โฮ่งๆ...รอผมไปโรงเรียนก่อนขอรับ

08 กันยายน 2556

มนุษย์เรามีประสาทสัมผัสอยู่ 6 ชนิด ซึ่งในทางพุทธศาสนา เรียกว่า อายตนะ 6 ได้แก่ ตา (ดูรูปร่าง) หู (ฟังเสียง) จมูก (ดมกลิ่น) ลิ้น (รับรู้รส) กาย (สัมผัสกระทบกาย) ใจ (รับรู้อารมณ์)

มนุษย์เรามีประสาทสัมผัสอยู่ 6 ชนิด ซึ่งในทางพุทธศาสนา เรียกว่า อายตนะ 6 ได้แก่ ตา (ดูรูปร่าง) หู (ฟังเสียง) จมูก (ดมกลิ่น) ลิ้น (รับรู้รส) กาย (สัมผัสกระทบกาย) ใจ (รับรู้อารมณ์) สำหรับผู้ที่ประสาทส่วนใดส่วนหนึ่งเสียไป ธรรมชาติมักสร้างให้เขามีความสามารถในสัมผัสที่เหลือมากล้นกว่าคนธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นพรสวรรค์ที่มีมาตั้งแต่เกิดหรือจากประสบการณ์ที่ฝึกฝนภายหลัง... อย่างไรก็ตาม หากเขามีผู้ช่วยที่ดีที่สื่อสารกันได้ด้วยใจถึงใจ ก็จะเพิ่มความเชื่อมั่นในการเดินออกไปในโลกกว้างให้มากขึ้น ดังเช่นเรื่องราวของ “ยุน ซอ ฮยอง” สาวน้อยวัย 22 ปี ชาวกรุงโซลผู้เสียจักษุประสาทไม่นานหลังถือกำเนิดมาบนโลก กับ “ลูซี่” เพื่อนสี่ขาที่ทำหน้าที่เป็นดวงตาแทนเธอ...

4 ปีก่อน “ซอ ฮยอง” ได้ “ลูซี่” สุนัขพันธ์โกลเด้น รีทรีพเวอร์ มาเป็นเพื่อนและใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเกือบ 24 ชั่วโมง จากเด็กน้อยที่มักจะนั่งเงียบๆ ตลอดเวลาจนไม่มีผู้ใดแทบจะสังเกตว่ามีเธออยู่ตรงนั้น เปลี่ยนไปเป็นคนที่มีเพื่อนและมีเสียงหัวเราะเกิดขึ้นรอบๆ ตัวด้วยสื่อสัมพันธ์จากลูซี่... มันกลายเป็นผู้นำอิสรภาพมาให้เธอ ให้สามารถออกไปนอกบ้านและไปเรียนหนังสือได้ อย่างไม่หวาดกลัวสิ่งใด ปัจจุบัน ซอ ฮยอง เรียนระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยสตรีซุกมยอง สาขาการศึกษา และมีความฝันว่า สักวันหนึ่งเธอจะเป็นครูสอนภาษาอังกฤษเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ได้ค้นหาความฝันของตนเองเช่นเดียวกัน และแน่นอน ในเส้นทางแห่งฝันนั้น เธอจะมีลูซี่เป็นเพื่อนเดินไปตลอดทาง

โฮ่งๆ...รอผมไปโรงเรียนก่อนขอรับ

 

การจัดโครงสร้างสาธารณะและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ในเกาหลี เช่น ถนน ทางเดิน ห้องน้ำ อาคารสถานที่ทั้งของสาธารณะและเอกชน ส่วนใหญ่ถูกออกแบบให้เอื้อเฟื้อต่อผู้มีความบกพร่องทางกายได้ใช้อย่างปลอดภัย ไม่มีสิ่งกีดขวาง ไม่มีร่มร้านค้าบนฟุตปาทที่เสี่ยงต่อการกระแทกศีรษะเหมือนในบ้านเรา (ดังเช่นที่ท่าน ศ.ดร.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เป็นบุคคลแรกของเมืองไทยที่นำสุนัขนำทางมาใช้ ได้เคยเล่าจากประสบการณ์ของท่าน) ด้วยสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมนี้ จึงทำให้การใช้สุนัขนำทางในเกาหลีมีอุปสรรคน้อยและเป็นที่นิยมแพร่หลายมานานหลายปีเช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่นและประเทศตะวันตกใช้กัน และที่เป็นเหตุปัจจัยส่งเสริมสำคัญ คือ เกาหลีมีโรงเรียนฝึกสุนัขนำทางให้แก่ผู้มีความบกพร่องทางสายตาด้วย โรงเรียนนี้เป็นโครงการเพื่อสังคมของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งของเกาหลี คือ บริษัท ซัมซอง (ไทยเรียกซัมซุง)

คุณงามความดีนี้ต้องเอ่ยถึง... ผู้ที่ทำให้โลกของผู้พิการทางสายตาสว่างไสวทางใจได้ คือ อี คอนฮี ท่านผู้อาวุโสวัย 71 ปี ซึ่งเป็นประธานเครือบริษัท ซัมซอง คนปัจจุบัน เขามีความผูกพันกับสุนัขมาตั้งแต่วัยรุ่นหลังกลับมาจากการไปศึกษาที่ญี่ปุ่นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ขณะนั้นเกาหลีเพิ่งได้รับอิสรภาพจากการปกครองของจักรวรรดิญี่ปุ่น และชาวเกาหลีทั่วประเทศเกลียดชังและแอนตี้อะไรที่เป็นญี่ปุ่นทุกอย่าง... ดังนั้น เมื่อกลับมาเข้าโรงเรียนในเกาหลี เขาจึงถูกแอนตี้และกลายเป็นผู้ที่มีเพื่อนน้อย สุนัขจึงกลายเป็นเพื่อนและความสุขทางใจของเขา เมื่อเขาค้นพบว่า คนเราสามารถสื่อสารกับสัตว์สี่ขานี้ได้ด้วยหัวใจ

โฮ่งๆ...รอผมไปโรงเรียนก่อนขอรับ

 

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาพยายามบอกเล่าและแบ่งปันความรู้สึกนี้ให้แก่คนอื่นๆ ด้วยกิจกรรมต่างๆ เช่น การส่งเสริมให้อนุรักษ์สุนัข “จินโด” พันธุ์พื้นเมืองของเกาหลีที่เกือบจะสูญพันธุ์ไปหลังสงคราม... จนในที่สุดในปี 2536 จึงได้ก่อตั้งโรงเรียนฝึกสุนัขเพื่อผู้บกพร่องทางสายตาและส่งมอบให้แก่ผู้ที่ต้องการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการความรับผิดชอบในการคืนกำไรสู่สังคม (CSR) และโรงเรียนนี้ก็เป็นแห่งเดียวในโลกที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณทั้งหมดจากบริษัทเอกชน ขณะที่โรงเรียนอื่นๆ ไม่ว่าจะในญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา หรือยุโรป จะอยู่ได้ด้วยเงินบริจาคหรือเป็นองค์กรการกุศลของสาธารณะ... (อ่านต่อฉบับหน้า)

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI