
จีนรองแค่กรีซมูลค่าตลาดทรุด22ล้านล.
เศรษฐกิจซบเซาฉุดตลาดหุ้นจีนเข้าสู่ภาวะขาลง ผลประกอบการสุดย่ำแย่ดิ่งฮวบ 43% เป็นรองบ๊วยแค่กรีซ
เศรษฐกิจซบเซาฉุดตลาดหุ้นจีนเข้าสู่ภาวะขาลง ผลประกอบการสุดย่ำแย่ดิ่งฮวบ 43% เป็นรองบ๊วยแค่กรีซ
บลูมเบิร์กรายงานว่า ดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิท ตลาดหลักทรัพย์จีน มีมูลค่าดิ่งลงทำสถิติเป็นดัชนีที่มีผลประกอบการย่ำแย่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกในปีนี้ เป็นรองเพียงดัชนีเอเอสอี ตลาดหุ้นกรีซเท่านั้น โดยปรับตัวลงไปแล้วถึง 43% ในปี 2556 หรือมีมูลค่าลดลงฮวบฮาบถึง 7.48 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 22.4 ล้านล้านบาท) ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจจีนที่กำลังซบเซาลงจากปัญหาด้านการส่งออกและภาวะหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นที่พุ่งสูง
รายงานระบุว่า ดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิท เคยมีมูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้นถึง2 เท่านานถึง 10 เดือน จนถึงเดือน ส.ค. 2552 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลจีนอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ 6.52 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 20 ล้านล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นจีนได้หมดความร้อนแรงลงในปีนี้ โดยขยายตัวได้ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2533 ขณะที่รัฐบาลเพิ่งสั่งให้บริษัทกว่า 1,400 แห่งทั่วประเทศต้องปิดโรงงานลง ซึ่งนับเป็นทิศทางที่สวนทางกับดัชนีเอสแอนด์พี 500 ตลาดหุ้นนิวยอร์ก ที่เพิ่งฟื้นตัวถึง 68% และแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ไปในเดือน ก.ค.นี้
“มติมหาชนของบรรดาผู้สังเกตการณ์ตะวันตกที่พากันยกย่องจีนในฐานะตลาดทางเลือกใหม่นั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงของปลอมเท่านั้น และพวกเราก็กำลังได้รับบทเรียนกันถ้วนหน้าในขณะนี้” เฮา ฮง หัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านจีนของธนาคารแบงก์ ออฟ คอมมูนิเคชันส์ ในฮ่องกง กล่าว
ทั้งนี้ เศรษฐกิจจีนเคยขยายตัวได้อย่างร้อนแรงสุดขีดเมื่อ 4 ปีก่อน จนแซงหน้าเยอรมนีขึ้นเป็นเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดอันดับ 3 ของโลก โดยมีการเติบโตของจีดีพีที่ 6% ในไตรมาสแรกของปี 2552 ในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐติดลบไปถึง 4%
ความโดดเด่นของจีนในขณะนั้น ทำให้ มาร์ก โมเบียส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกองทุนตลาดเกิดใหม่ เทมเปิลตัน ถึงกับกล่าวไว้ในเดือน ก.ค.ปีเดียวกันว่า ตลาดหุ้นจีนจะเติบโตขึ้นมามีขนาดใหญ่แซงหน้าตลาดหุ้นสหรัฐได้ภายใน 3 ปี







