
Eat it or not
อวี้หลิน (??) เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก กลายเป็นที่ฮือฮาทางอินเทอร์เน็ตในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เหตุเพราะเทศกาลเนื้อสุนัขและลิ้นจี่ประจำปีได้เวียนมาบรรจบอีกครั้ง ทุกครั้งที่งานดังกล่าวได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณชนก็มักจะเป็นประเด็นร้อนที่มักสร้างความขัดแย้งระหว่างผู้รักสุนัขกับผู้รับประทานเนื้อสุนัข ด้วยความที่มีรายงานข่าวล่าสุดแจ้งว่าในระหว่างเทศกาล มีสุนัขนับหมื่นตัวถูกฆ่าตาย จึงเพิ่มความเดือดดาลให้แก่บรรดาผู้รักสุนัขเป็นอย่างมาก และมีการแสดงความคิดเห็นกันไปต่างๆ นานาเกี่ยวกับการรับประทานและไม่รับประทานเนื้อสุนัข
อวี้หลิน (??) เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก กลายเป็นที่ฮือฮาทางอินเทอร์เน็ตในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เหตุเพราะเทศกาลเนื้อสุนัขและลิ้นจี่ประจำปีได้เวียนมาบรรจบอีกครั้ง ทุกครั้งที่งานดังกล่าวได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณชนก็มักจะเป็นประเด็นร้อนที่มักสร้างความขัดแย้งระหว่างผู้รักสุนัขกับผู้รับประทานเนื้อสุนัข ด้วยความที่มีรายงานข่าวล่าสุดแจ้งว่าในระหว่างเทศกาล มีสุนัขนับหมื่นตัวถูกฆ่าตาย จึงเพิ่มความเดือดดาลให้แก่บรรดาผู้รักสุนัขเป็นอย่างมาก และมีการแสดงความคิดเห็นกันไปต่างๆ นานาเกี่ยวกับการรับประทานและไม่รับประทานเนื้อสุนัข
จริงๆ แล้ว ชาวจีนรู้จักรับประทานเนื้อสุนัขมาตั้งแต่ยุคหินใหม่ และนิยมรับประทานกันมากก่อนยุคราชวงศ์ฉิน ดังเห็นจากหลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดพบภาชนะติ่งทองแดงที่ใช้ต้มซุปเนื้อสุนัขซึ่งมีอายุ 2400 กว่าปีแถบสนามบินเสียนหยาง มณฑลส่านซี ในบางพื้นที่เรียกเนื้อสุนัขว่า “เนื้ออันโอชะ”
ตำราทางการแพทย์แผนจีนชี้ให้เห็นว่าเนื้อสุนัขมีรสเค็มและมีฤทธิ์อุ่น ช่วยเสริมสร้างกำลังวังชา บำรุงไต ชาวจีนในยุคราชวงศ์ฮั่นเชื่อกันว่าการรับประทานเนื้อชนิดนี้ช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศ ดังนั้น เราจึงมักเห็นเมนูเนื้อสุนัขที่ตุ๋นเป็นยาบำรุงในช่วงฤดูหนาว เล่ากันว่า กษัตริย์ฮั่นโกโจแห่งราชวงศ์ฮั่นทรงชื่นชอบรสชาติซุปเนื้อสุนัขที่แม่ทัพนายกองต้มให้รับประทาน และมักชมไม่หยุดปากถึงรสชาติอันโอชะ จากนั้นจึงมีธรรมเนียมการรับประทานเนื้อสุนัขในช่วงฤดูหนาวเป็นต้นมา ขณะที่ชนเผ่าเกาหลีมองว่าเนื้อสุนัขช่วยดับไอร้อนในร่างกาย ส่วนชนเผ่าเย้าในจีนไม่รับประทานเนื้อชนิดนี้ เนื่องจากมองว่าเป็นสัตว์ที่ได้รับการเคารพบูชาและมีตำนานเล่ากันว่าสุนัขเป็นบรรพบุรุษของพวกเขา
การรับประทานเนื้อสุนัขกับลิ้นจี่ในวันเซี่ยจื้อ (??ช่วงที่เริ่มเข้าสู่ฤดูร้อน เป็นวันที่กลางวันยาวนานที่สุดและกลางคืนสั้นที่สุดของปี อยู่ระหว่างวันที่ 2122 มิ.ย.) จัดเป็นธรรมเนียมการกินของชาวหลิ่งหนาน (พื้นที่ทางตอนใต้ครอบคลุมมณฑลกวางตุ้ง เขตปกครองตนเองกวางสี มณฑลไหลลำ รวมถึงพื้นที่บางส่วนของมณฑลหูหนานและมณฑลเจียงซี) มาช้านาน โดยพื้นที่ที่สื่อสารกันด้วยภาษากวางตุ้งในมณฑลกวางเจาและพื้นที่เขตชินโจวและอวี้หลินในเขตปกครองตนเองกวางสี นิยมรับประทานเมนูอาหารทั้งสองชนิดพร้อมกันในช่วงวันดังกล่าว ถึงแม้ว่าอาหารทั้งสองชนิดนี้ล้วนมีฤทธิ์ร้อน แต่คนในแถบนี้เชื่อว่าการรับประทานของที่มีฤทธิ์ร้อนเช่นนี้ด้วยกัน นอกจากจะไม่ช่วยเพิ่มไอร้อนให้แก่ร่างกาย ยังเป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย
คำกล่าวซึ่งเชื่อมโยงระหว่างคุณภาพและสีผิวของสุนัขที่ว่า “หนึ่งดำ สองเหลือง สามลาย สี่ขาว” หมายถึง สุนัขดำเป็นชนิดที่มีคุณภาพดี ส่วนสุนัขผิวสีอื่นก็มีคุณภาพรองลงมาตามลำดับ แต่ก็มีบางคนเห็นว่า “สุนัขสีเหลืองเป็นชนิดที่เนื้ออร่อย ส่วนสีขาวและสีขาวมีคุณภาพรองลงมา’ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อส่วนบุคคล
เดิมทีเนื้อสุนัขเป็นเนื้อสัตว์ที่ชาวจีนรับประทานกันมานานแล้ว ต่อมามีกษัตริย์ท่านหนึ่งเกิดในนักษัตรจอ จึงมีการสั่งห้ามไม่ให้รับประทาน เพราะการรับประทานสุนัขก็เปรียบเหมือนรับประทานกษัตริย์ ยุคราชวงศ์ชิงที่ปกครองโดยชนเผ่าแมนจู ชนเผ่าดังกล่าวไม่รับประทานเนื้อสุนัข แต่ก็ไม่ได้บัญญัติเป็นกฎหมายห้ามรับประทานแต่อย่างใด
ภาษิตที่ชาวบ้านบางท้องถิ่นพูดติดปากกันว่า “สุนัขในช่วงเซี่ยจื้อ ไม่มีทางให้เดิน” หมายถึง ในวันเซี่ยจื้อของแต่ละปี สุนัขจำนวนมากมักถูกนำไปฆ่าเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหาร ภูมิปัญญาชาวบ้านเกี่ยวกับการรับประทานเนื้อสุนัขมีอยู่ว่า “เนื้อชนิดนี้มีฤทธิ์อุ่น เหมาะที่จะรับประทานกันในช่วงฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูหนาว การรับประทานเนื้อสุนัขในช่วงฤดูร้อน อาจส่งผลเสียต่อร่างกาย เนื่องจากได้รับไอร้อนจากภายนอกและภายในร่างกาย ทว่าการรับประทานเนื้อสุนัขในวันนี้กลับได้รับการยกเว้น”
อ่านต่อฉบับหน้า







