
เร่งอียูมุ่งลงมือแก้ว่างงานลุยฟื้นเศรษฐกิจ อย่ามัวแต่คุย
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เลขว่างงานยุโรปพุ่งทุบสถิติสูงสุดที่ 12.2% กดดันสหภาพยุโรปเร่งลงมือกระตุ้นเติบโตเพื่อสร้างงานในการประชุมอียูซัมมิทนี้
บลูมเบิร์กรวบรวมความเห็นจากนักวิเคราะห์หลายสำนักทั่วโลกก่อนหน้าการประชุมผู้นำสหภาพยุโรป (อียูซัมมิท) ระหว่างวันที่ 27-28 มิ.ย.นี้ ที่กรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม ซึ่งระบุตรงกันว่า ประเด็นท้าทายสำคัญที่สุดสำหรับสหภาพยุโรป (อียู) ขณะนี้ก็คือปัญหาการว่างงานภายในภูมิภาค ซึ่งล่าสุดระดับการว่างงานพุ่งทะยานทำสถิติสูงสุดที่ 12.2% หรือราว 19 ล้านคน จากเดิมที่ 11.4% โดยสัดส่วนของประชากรยุโรปที่มีการตกงานมากที่สุดก็คือคนหนุ่มสาว
รายงานระบุว่า ความคาดหวังส่วนใหญ่ในขณะนี้ก็คือการที่ผู้นำอียูเร่งเดินหน้าผลักดันการจ้างงานที่ได้รับปากไว้ก่อนหน้า และแสวงหามาตรการเตรียมรับมือกับปัจจัยอันตรายภายนอกอย่างการที่อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมของสหรัฐจะเพิ่มกลับขึ้นมาสู่ระดับปกติและการเติบโตที่ชะลอตัวลงของจีน
พอล ฮอฟไฮน์ซ ประธานลิสบอน เคาน์ซิล บริษัทด้านการวิจัยในกรุงบรัสเซลส์ กล่าวว่า การออกมายืนยันหนักแน่นว่าจะมุ่งเน้นการเติบโตจะไม่ช่วยทำให้ยุโรปสลัดพ้นจากปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ในขณะนี้ได้เท่ากับการบรรลุข้อตกลงเพื่อลงมือปฏิบัติร่วมกันอย่างจริงจัง ซึ่งรวมถึงโครงการธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งยุโรป (อีไอบี) ที่จะใช้เป็นช่องทางให้ธุรกิจขนาดเล็กในภูมิภาคสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อช่วยพยุงหรือขยับขยายกิจการ ซึ่งจะส่งผลดีต่อตัวเลขการจ้างงานของยุโรปในที่สุด
นอกจากประเด็นสำคัญเรื่องการจ้างงานแล้ว ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า บรรดาผู้นำจาก 27 ชาติสมาชิกอียูยังต้องถกเถียงกันอย่างหนักเพื่อผลักดันให้เกิดสหภาพธนาคาร โดยรวมถึงวิธีการให้เงินช่วยเหลือภาคธนาคารในอนาคตกรณีที่เกิดปัญหาสภาพคล่องเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น ตลอดจนยุติปัญหาในตลาดการเงินและเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นประเด็นที่ที่ประชุมรัฐมนตรีคลังยุโรปเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ยังไม่สามารถตกลงการวางกรอบเงื่อนไขช่วยเหลือ และกระบวนการที่สอดคล้องกับสถานการณ์ประเทศนั้นๆ
ด้าน โฮเซ มานูเอล บาร์รอสโซ ประธานคณะกรรมาธิการแห่งยุโรป (อีซี) ได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. ภายหลังการพูดคุยฉุกเฉินระหว่างคณะกรรมการอียู ประธานรัฐสภาในกลุ่มอียู และตัวแทนประเทศไอร์แลนด์ ซึ่งอยู่ในวาระประธานเวียนของกลุ่มอียูว่า สามารถบรรลุข้อตกลงจัดตั้งงบประมาณของกลุ่มมูลค่า 9.60 แสนล้านยูโร (ราว 3.93 ล้านล้านบาท) ระหว่างปี 2557-2563 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ภายในปีหน้าได้แล้ว โดย บาร์รอสโซ ย้ำชัดว่าร่างกรอบงบประมาณล่าสุดมีเงื่อนไขยืดหยุ่นมากกว่าก่อนหน้า
สำหรับการจัดตั้งงบประมาณของอียูครั้งนี้คือความพยายามของ 27 ชาติสมาชิกที่จะมีเงินสำหรับการลงทุนพัฒนาร่วมกันในทุกด้าน ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาด้านการเกษตรกรรม และมาตรการจ้างงาน โดยแม้จะตกลงกันได้ในเบื้องต้น แต่แผนตั้งเงินงบประมาณดังกล่าวยังคงต้องรอให้รัฐสภาของชาติสมาชิกพิจารณาอนุมัติรับรองก่อน
ขณะที่ล่าสุด ไมเคิล นูแนน รัฐมนตรีคลังแห่งไอร์แลนด์ เปิดเผยความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลงใหม่กรณีที่ภาคการเงินเกิดวิกฤต โดยจากเดิมที่ผลักภาระให้ประชาชนผู้เสียภาษีช่วยแบกรับไปเป็นการให้เจ้าของธนาคารและผู้ถือครองตราสารหนี้ต้องได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรก ก่อนตามด้วยเจ้าของบัญชีเงินฝากที่มีมูลค่ามากกว่า 1 แสนยูโร เป็นรายถัดไป
ขณะเดียวกัน ทางการญี่ปุ่นได้เกริ่นออกมาว่าประเด็นสำคัญในการประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมและกำลังพัฒนาชั้นนำ 20 ประเทศ (จี20) ในเดือน ก.ค.นี้ ที่กรุงมอสโคว์ รัสเซีย จะเน้นการพูดคุยหารือเรื่องผลกระทบจากการชะลอการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ที่มีต่อโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่







