
ทำไมหุ้นตก
เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณเตรียมชะลอการใช้มาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) หรือการอัดฉีดเงินเข้าซื้อสินทรัพย์ในช่วงปลายปีนี้ และอาจยุติโครงการลงในปีหน้า เนื่องจากคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวได้ดีขึ้นจนน่าพอใจ โดยเชื่อว่าอัตราว่างงานจะลดลงต่ำกว่า 7% จากปัจจุบันที่ 7.60% อัตราเงินเฟ้อจะขยับขึ้นไปถึงเป้า 2% และการขยายตัวของจีดีพีในปีหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3–3.50% จากคาดการณ์เดิมที่ 2.80%
เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณเตรียมชะลอการใช้มาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) หรือการอัดฉีดเงินเข้าซื้อสินทรัพย์ในช่วงปลายปีนี้ และอาจยุติโครงการลงในปีหน้า เนื่องจากคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวได้ดีขึ้นจนน่าพอใจ โดยเชื่อว่าอัตราว่างงานจะลดลงต่ำกว่า 7% จากปัจจุบันที่ 7.60% อัตราเงินเฟ้อจะขยับขึ้นไปถึงเป้า 2% และการขยายตัวของจีดีพีในปีหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3–3.50% จากคาดการณ์เดิมที่ 2.80%
ใครได้เห็นก็คงต้องบอกว่าเป็นข่าวดีของสหรัฐ และน่าจะเป็นข่าวดีของโลกด้วย เพราะเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับ 1 ของโลกกำลังจะกลับมา ซึ่งน่าจะช่วยให้การค้าและการลงทุนคึกคักขึ้น หลังซบเซามาตลอด 5 ปี
อย่างไรก็ตาม ข่าวดีครั้งนี้กลับทำให้ตลาดหุ้นแดงยกแผงกันทั่วโลก สร้างความประหลาดใจให้หลายคนที่ไม่ใช่เซียนหุ้นและแมลงเม่า
เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าเงินอัดฉีดคิวอีเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ที่เฟดปล่อยให้กับธนาคารพาณิชย์เพื่อหวังให้นำไปปล่อยกู้ต่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนนั้น กลับถูกนำไปเก็งกำไรในตลาดทุนทั่วโลกมากกว่า ดังนั้นหากยุติคิวอีลงก็เท่ากับสภาพคล่องหรือเงินจำนวนมหาศาลจะหายวับไปจากตลาดทุน โดยเฉพาะในฝั่งเอเชียที่เคยมีผลประกอบการยอดเยี่ยมมาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เมื่อครั้งสหรัฐอัดฉีดคิวอีครั้งแรกในปี 2551
สัญญาณจากตลาดหุ้น จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนภาพเศรษฐกิจได้ด้านหนึ่ง แต่ไม่ใช่เศรษฐกิจทั้งหมดสำหรับคนหาเช้ากินค่ำทุกคน







