
เมื่อปวชประชา เสพติด ประชานิยมบทเรียนจากสยามที่โลกต้องจำ
...ทีมข่าวต่างประเทศ
“
ประชานิยม” คำคำนี้มีความหมายตรงตัวโดยที่แทบไม่ต้องตีความกันให้มาก ปรัชญาการเมืองแบบประชานิยม คือการดำเนินนโยบายที่ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศนิยมชมชอบ ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลนั้นๆ ได้ใจคนจน มีเสถียรภาพทางการเมืองมั่นคง และได้อยู่ในอำนาจต่ออีกหลายสมัย ซึ่งนโยบายประชานิยมที่ปรากฏชัดเจนที่สุดเห็นจะเป็นประเทศในแถบละตินอเมริกา โดยเฉพาะเวเนซุเอลา ภายใต้การนำของประธานาธิบดี ฮูโก ชาเวซ ที่ดำเนินนโยบายประชานิยมอย่างเข้มข้นมานับทศวรรษ และยังคงครองใจชนชั้นรากหญ้าในประเทศ โดยไม่แคร์เหล่าชนชั้นกลาง และบรรดามหาอำนาจโลกในซีกตะวันตกแม้จะดูเป็นนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ แต่บรรดาประเทศที่มีประชาธิปไตยเต็มใบมากกว่าใคร โดยเฉพาะสหรัฐและในยุโรปตะวันตกนั้น กลับไม่ปรากฏนโยบายประชานิยมจ๋าสักเท่าไร
ที่เห็นได้ชัดก็เริ่มมามีขึ้นเมื่อหลังเกิดพิษเศรษฐกิจโลก รัฐบาลประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ หันมาดำเนินนโยบายเอาใจชนชั้นกลางส่วนใหญ่ในประเทศ อาทิ การพักภาษี การสร้างงาน และการปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพ
ขณะที่รัฐบาลนายกรัฐมนตรี กอร์ดอน บราวน์ แห่งอังกฤษ ก็เพิ่งประกาศ
“สงครามชนชั้น” เน้นเก็บภาษีคนรวยมาช่วยคนจน เพื่อหวังผลเลิศทางการเมือง กับการเลือกตั้งใหญ่ในเดือน พ.ค. ที่จะถึงนี้เหตุที่ไม่ประชานิยมจ๋าเพราะข้อเสียสำคัญก็คือ เป็นนโยบายผลาญเงิน โดยเฉพาะงบประมาณมหาศาลในแต่ละปีที่ควรนำไปพัฒนาสาธารณูปโภค หรือวางแผนเพื่อการพัฒนาระยะยาว นอกจากนี้ยังทำให้ประชาชนเกิด
“พฤติกรรมเคยตัว” รอรับแต่ความช่วยเหลือหากรับมากเข้าจนกลายเป็นภาวะ
“เสพติดประชานิยม” ผลพวงที่ตามมาก็อาจกลายเป็นปัญหามากกว่าใครคาดคิดหนังสือพิมพ์โชซอน อิลโบ ในเกาหลีใต้ ได้สะท้อนวิกฤตการณ์ทางการเมืองไทยในวันนี้ ว่าเป็นผลพวงชัดเจนมาจากการ
“เสพติดประชานิยม” ที่ได้รับมาตลอด 5 ปี สมัยการบริหารของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีการปะทะนองเลือดระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงและทหารกลางกรุงเทพมหานคร เมื่อวันเสาร์ที่ 10 เม.ย. จนมีผู้เสียชีวิตถึง 21 คน และบาดเจ็บถึงราว 870 คน หลังการประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น นับเป็นเหตุนองเลือดในเมืองหลวงของประเทศไทยครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบเกือบ 20 ปี ชนิดที่แทบไม่ต่างอะไรจากสงครามกลางเมือง
และหากย้อนกลับไปเมื่อเดือน เม.ย. ปีที่แล้ว ก็จะเห็นภาพที่คล้ายคลึงกั้นเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงบุกเข้าโรงแรมที่จัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนบวก 3 จนการประชุมต้องเลื่อนออกไป ผู้นำของ 16 ประเทศซึ่งรวมถึงประธานาธิบดี ลีมยองบัก ของเกาหลีใต้ ต้องหนีขึ้นเฮลิคอปเตอร์บนดาดฟ้าของโรงแรมไปยังที่ปลอดภัย
นับเป็นความล้มเหลวรอบ 2 หลังจากที่ก่อนหน้านี้ การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในเดือน ธ.ค. 2551 ก็ต้องเลื่อนไปเพราะการประท้วงเช่นกัน
ศูนย์กลางของการต่อต้านรัฐบาลคงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกฯ ตั้งแต่ปี 2001 และได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 ในปี 2005 ก่อนที่จะเผชิญปัญหาการขายชินแซทเทลไลท์ ให้กับกองทุนเทมาเซก แห่งสิงคโปร์ ในเดือน ม.ค. 2006 ตามมาด้วยการรัฐประหารยึดอำนาจในเดือน ก.ย. ปีเดียวกัน
และเหตุเหล่านี้ก็ได้นำมาสู่การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในกรุงเทพฯ เพื่อหวังให้อดีตนายกฯ ได้กลับสู่อำนาจอีกครั้ง ในปี 2010 วันนี้
ปัจจุบันประเทศตกอยู่ในสภาพแทบไม่ต่างจาก
“สงครามกลางเมือง” ที่กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงต่อต้านรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เผชิญหน้ากับกลุ่มคนเสื้อเหลืองที่สนับสนุนรัฐบาล และเราก็ได้เห็น พ.ต.ท.ทักษิณ นำผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่ส่วนใหญ่เป็นคนจนจากอีสานและภาคเหนือ หลายต่อหลายครั้งผ่านทางวิดีโอลิงก์ เอสเอ็มเอส หรือทวิตเตอร์เหตุผลสำคัญที่ผู้สนับสนุนอดีตนายกฯ หวังให้ผู้นำในใจได้กลับประเทศ แม้จะรู้ดีว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เผชิญข้อครหาเรื่องการคอร์รัปชันอยู่หลายกรณีด้วยกัน คือสิ่งเดียว...
“นโยบายประชานิยม”หลังเข้ารับตำแหน่งในปี 2005 พ.ต.ท.ทักษิณได้ดำเนินนโยบายประชานิยมอย่างต่อเนื่อง อาทิ พักหนี้เกษตรกร 3 ปี นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค และนโยบายกองทุนหมู่บ้านละล้าน เพื่อลดช่องว่างปัญหาความยากจน
ทว่านโยบายเหล่านี้กลับต้องแลกมาด้วยเงินงบประมาณมหาศาลที่ต้องจ่ายไป และสุดท้าย อดีตนายกฯ ก็ต้องพ้นออกจากตำแหน่งเมื่อเผชิญแรงต้านจากกลุ่มชนชั้นกลางในประเทศมากขึ้น ซึ่งไม่อาจรับได้กับคุณภาพการรักษาพยาบาลที่แย่ลง ทั้งที่ต้องจ่ายภาษีมากขึ้น
อย่างไรก็ดี ผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศก็ดูเหมือนจะ
“เสพติด” การได้เปล่า ในนโยบายประชานิยมเหล่านี้ไปเรียบร้อยแล้ว และดูจะไม่มียาตัวไหนที่สามารถถอนอาการเหล่านี้ได้เลยไม่ได้มีเพียงประเทศไทยเท่านั้น ที่ประสบกับปัญหาเหล่านี้
อาร์เจนตินา ซึ่งเคยอยู่ในช่วงรุ่งโรจน์ที่สุดในกลุ่มอเมริกาใต้ จนขยับฐานะประเทศไปอยู่ในกลุ่มชั้นนำได้เมื่อช่วงปลายยุค 1990s เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศในละตินอเมริกา ต้องจบลงด้วยการตกชั้นลงมาอยู่ในลีกดิวิชัน 2 หรือประเทศโลกที่ 3 หลังต้องดำเนินนโยบายต่างๆ เอาใจประชาชนที่คุ้น ชิน และติดความเป็นประชานิยมไปแล้ว
ในเกาหลีใต้เอง พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านต่างก็แข่งขันกันด้วยนโยบายหาเสียงประชานิยม เพื่อหวังครองใจประชาชนโสมขาวผู้กุมสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งไว้ในมือ
พรรคประชาธิปไตยเสนอนโยบายนำเงินภาษี 1.5 ล้านล้านวอน (ราว 4.35 หมื่นล้านบาท) เพื่อทำโครงการอาหารกลางวันฟรีให้เด็กนักเรียน 5.48 ล้านคนทั่วประเทศ ขณะที่พรรคแกรนด์ เนชันนัล เสนอเป้าหมาย 9 นโยบาย ใช้งบประมาณ 1.22 ล้านล้านวอน (ราว 3.54 หมื่นล้านบาท) เพื่อขจัดปัญหาความยากจนในประเทศ
สำหรับคนที่เคยเห็นบทเรียนการต่อสู้หลากสีของผู้ประท้วงเสื้อแดงเสื้อเหลืองในไทยมาแล้วนั้น คงตระหนักได้เป็นอย่างดีว่า คำสัญญาเหล่านี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับแหวนเพชรต้องสาบ ที่มักจบลงด้วยคำว่า หายนะ







