
ภารกิจ, 'แฮ็กข้อมูลเพื่อชาติ' รักษาความมั่นคง หรืละเมิดสิทธิ
“คุณไม่สามารถได้รับความคุ้มครองเต็ม 100% หรือได้รับสิทธิความเป็นส่วนตัวเต็ม 100% โดยไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่น้อย”
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
“คุณไม่สามารถได้รับความคุ้มครองเต็ม 100% หรือได้รับสิทธิความเป็นส่วนตัวเต็ม 100% โดยไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่น้อย”
คำประกาศล่าสุดของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ เพื่อตอบโต้ภายหลังมีการเปิดโปงพฤติกรรมของหน่วยข่าวกรองสหรัฐ ซึ่งรวมถึงสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ (เอ็นเอสเอ) และสำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐ (เอฟบีไอ) ว่ามีการเจาะระบบของบริษัทอินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่ 9 แห่ง เพื่อล้วงข้อมูลต่างๆ จากทั่วโลกจริง นับเป็นการส่งสัญญาณว่า ภารกิจ “แฮ็กข้อมูลเพื่อชาติ” ของรัฐบาลสหรัฐ เป็นมาตรการที่จำเป็นและต้องดำเนินต่อไป เพื่อใช้ปกป้องประเทศจากภัย คุกคามภายนอก
“รัฐบาลต้องการตรวจสอบให้แน่ใจว่า ไม่มีใครแอบฟังโทรศัพท์ของพลเมืองของเราอยู่” โอบามา ระบุ พร้อมย้ำว่า ภารกิจดังกล่าวได้รับการอนุมัติเห็นชอบจากสภาคองเกรส และอยู่ภายใต้การตรวจสอบของคณะกรรมาธิการข่าวกรองของสภา เพื่อรักษาความสมดุลของการดำเนินงานให้อยู่ภายในขอบเขตของการรักษาความปลอดภัย โดยไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของพลเมืองสหรัฐอย่างแน่นอน
กระนั้นก็ตาม คำประกาศดังกล่าวได้สร้างความตื่น ตระหนกไปทั่วโลก ซึ่งหมายรวมถึงสหภาพยุโรป (อียู) และออสเตรเลีย ที่ประกาศกร้าวเรียกร้องให้รัฐบาลกรุงวอชิงตัน เร่งชี้แจงการล้วงข้อมูลทั้งทางระบบโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ตโดยเร็ว เนื่องจากมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“คำยืนยันของสหรัฐว่า ไม่ได้มีเป้าหมายที่ชาวอเมริกัน แต่เป็นการล้วงข้อมูลเฉพาะกลุ่มที่อยู่นอกแผ่นดินสหรัฐนั้น ไม่ได้ทำให้ยุโรปสบายใจขึ้นเลย” ปีเตอร์ แชร์ คณะกรรมาธิการปกป้องข้อมูลและเสรีภาพของเยอรมนี กล่าว
ทั้งนี้ สหรัฐได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่กุมอำนาจบนโลกอินเทอร์เน็ตมากที่สุดประเทศหนึ่ง เนื่องจากบริษัทผู้ให้บริการด้านไอทีส่วนใหญ่เป็นองค์กรสัญชาติสหรัฐทั้งสิ้น
และนับตั้งแต่เกิดเหตุโศกนาฏกรรมตึกเวิลด์เทรดถล่มเมื่อปี 2544 สหรัฐได้ออกรัฐบัญญัติว่าด้วยความรักชาติ ที่ให้อำนาจแก่หน่วยงานความมั่นคงของรัฐในการพิสูจน์หลักฐานคดีทางไซเบอร์ได้มากขึ้นเป็นทวีคูณ จึงส่งผลให้ประชาชนตลอดจนองค์กรนอกแผ่นดินสหรัฐ อ่อนไหวต่อการถูกล้วงข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ข่าวการดูดข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตจากทั่วโลกผ่านระบบปริซึมของทางเอ็นเอสเอและเอฟบีไอนั้น เป็นเพียงการเปิดโปงหนึ่งในอีกหลายโครงการของรัฐบาลที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของประชาชนเท่านั้น” คาร์ลอส แอฟฟอนโซ พีเรรา เดอ ซูซา ศาสตราจารย์ด้านนโยบายทางเทคโนโลยีแห่งสถาบันคลังสมองในบราซิล กล่าว เนื่องจากมองว่า ไม่ว่าประเทศใดๆ ก็ต้องมีปฏิบัติการล้วงข้อมูลโดยอ้างเรื่องความมั่นคงของชาติด้วยกันทั้งสิ้น
ยืนยันได้จากรายงานขององค์การสหประชาชาติล่าสุดที่เปิดเผยว่า แนวโน้มปฏิบัติการตรวจสอบข้อมูลส่วนตัวบนระบบโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ต เป็นสิ่งที่รัฐบาลในหลายประเทศทั่วโลกปฏิบัติการอย่างลับๆ มาอย่างต่อเนื่อง
โครงการที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คงหนีไม่พ้นความร่วมมือกันของสหรัฐ อังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ในการติดตั้งเครือข่ายรับสัญญาณทางดาวเทียมภายใต้โครงการ “เอชเชอรอน” เพื่อใช้ดักจับสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ข้อความและอีเมล ติดตามหาคลื่นวิทยุและโทรทัศน์ทั่วโลก เช่นเดียวกับจีนซึ่งมีการแทรกแซงและเจาะข้อมูลการสื่อสารของพลเมืองอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในกลุ่มนักวิจารณ์และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง และนำไปสู่การจับกุมตัวและลงโทษขั้นเด็ดขาดหลายต่อหลายครั้ง
นอกจากนี้ ทางยูเอ็นระบุอีกว่า การพัฒนาทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว จะยิ่งส่งผลให้การล้วงข้อมูลของรัฐบาลชาติต่างๆ กินวงกว้างและลึกลับมากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรกระทำควบคู่กัน ก็คือ การปกป้องสิทธิเสรีภาพของผู้ใช้งานบนโลกออนไลน์เป็นสำคัญด้วย
“ท้ายที่สุดแล้ว ยังคงไม่มีอะไรมาการันตีได้ถึงความปลอดภัยทางข้อมูลส่วนตัวบนโลกออนไลน์ของผม ผมจึง เลือกที่จะไม่ส่งข้อมูลสำคัญใดๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต เพราะไม่เช่นนั้น ก็เท่ากับว่า เราได้เปิดเผยความลับให้ ‘บุคคลที่ 3’ รับรู้ไปโดยปริยาย” เจมี กริฟฟิธส์ สถาปนิกชาวสหรัฐ วัย 26 ปี กล่าว







