
ปริญญาราคาแพง
พอย่างเข้าเดือน พ.ค. ก็เป็นช่วงที่นักศึกษาจบใหม่เริ่มก้าวเข้าสู่วงจรการหางานกันจ้าละหวั่น ยอดบัณฑิตจบใหม่ในปีนี้ของจีนมีมากถึง 7 ล้านคน เกือบเท่ากับประชากรทั้งหมดของเขตปกครองพิเศษ
พอย่างเข้าเดือน พ.ค. ก็เป็นช่วงที่นักศึกษาจบใหม่เริ่มก้าวเข้าสู่วงจรการหางานกันจ้าละหวั่น ยอดบัณฑิตจบใหม่ในปีนี้ของจีนมีมากถึง 7 ล้านคน เกือบเท่ากับประชากรทั้งหมดของเขตปกครองพิเศษฮ่องกงทีเดียว มองในแง่หนึ่งถือเป็นแหล่งทรัพยากรบุคลากรหลากหลายสาขาอาชีพที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างกว้างไกล แต่แน่นอนว่าการหางานในยุคที่เศรษฐกิจไม่ได้อู้ฟู่และตำแหน่งงานมีอยู่อย่างจำกัดเช่นนี้ ย่อมก่อให้เกิดการแข่งขันกันอย่างเข้มข้น และก็ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากทีเดียวสำหรับการไขว่คว้างานที่ตนชื่นชอบ
ขณะเดียวกันเงินเดือนโดยเฉลี่ยของนักศึกษาจบใหม่ก็ไม่ได้เป็นตัวเลขที่น่าพอใจ ห่างไกลจากเงินลงทุนเพื่อการศึกษาหลายแสนหยวนที่บรรดาพ่อแม่ควักกระเป๋าเลี้ยงดูฟูมฟักลูกตั้งแต่เด็กจนโต แต่ครั้นจะไม่ส่งลูกเรียนก็คงไม่ได้ เพราะแทบจะไม่มีที่ว่างให้แก่คนที่ไม่มีวุฒิการศึกษาในยุคที่สังคมกำลังก้าวไปข้างหน้าเฉกเช่นทุกวันนี้
สำหรับคนที่มีโอกาสได้ร่ำเรียนในช่วงหลายสิบปีก่อน ภาระทางการศึกษาของบุพการีไม่ค่อยมากนัก เพราะค่าเล่าเรียนถูกกว่าในปัจจุบันหลายสิบเท่า แม้จะเป็นครอบครัวที่มีรายได้ไม่สูง อย่างเช่นมนุษย์เงินเดือนที่ได้เดือนละไม่กี่สิบหยวน หรือชาวไร่ชาวนาที่มีรายได้ต่ำ ค่าใช้จ่ายทางการศึกษายังไม่ถือว่าเป็นภาระอะไร ยิ่งถ้าสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ก็แทบไม่ต้องพึ่งเงินทางบ้าน อันเป็นผลจากรัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด แถมยังมีเงินช่วยเหลือประมาณ 1723 หยวน ให้แก่นักศึกษาผู้ยากไร้อีกด้วย
โดยทั่วไปแล้วเด็กที่เกิดในครอบครัวที่มีฐานะยากจน หากสามารถสอบเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยได้ แทบไม่ได้สร้างภาระทางการเงินให้แก่ครอบครัวเลย ทั้งยังมีโอกาสสอบเข้าทำงานในหน่วยงานราชการอีกด้วย แต่ยุคนั้นผู้ที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยและมีโอกาสดังกล่าวก็มีจำนวนน้อยมาก บางคนสอบติดต่อกันหลายปีก็ยังไม่ผ่าน สุดท้ายก็จบลงที่การเป็นคนงานตามโรงงาน
ทว่ายุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทัศนคติที่มีต่อการสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ต่างกัน ว่ากันว่า “ยุคนั้นคิดจะเรียนมหาลัยก็สอบไม่ได้ มาในยุคนี้อยากจะเรียนก็เรียนไม่ไหวเพราะค่าใช้จ่ายทางการศึกษาแพงหูฉีกจนรับไม่ไหว”
ลองคิดดูว่ากว่าเด็กคนหนึ่งจะเติบโตขึ้นมาจนสำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา ระหว่างทางต้องมีค่าใช้จ่ายสารพัดประเภท ในจำนวนนี้เงินทุนที่หมดไปกับการศึกษาดูจะมากเอาการอยู่ ที่เห็นเด่นชัดคงเป็นค่าเล่าเรียนที่มหาวิทยาลัยบางแห่งของจีนติดอันดับโลก ค่าเรียนพิเศษเรื่อยไปจนถึงค่าเครื่องเขียน ค่าขนม เรียกว่าแทบไม่มีอะไรที่ไม่ต้องเสียเงินเลย เพราะคนยุคใหม่มีความคิดว่า 'ถึงแม้ฐานะจะยากจนก็ไม่ควรให้ลูกไม่ได้รับการศึกษา จะสังเกตเห็นว่าเด็กจีนยุคใหม่มีตารางเวลาแน่นเอียดตลอดทั้งสัปดาห์ นอกจากเวลาเรียนตามภาคปกติแล้ว เวลาที่เหลือก็หมดไปกับการติวคอร์สพิเศษ การเรียนศิลปะ ดนตรี ภาษา ทุกอย่างล้วนใช้เงินทั้งสิ้น ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่หนักมากสำหรับครอบครัวธรรมดาที่มีภาระผ่อนบ้านในแต่ละเดือน
พ่อแม่ยุคใหม่ยังมีความคิดที่ว่า “ลงทุนกับการศึกษาของลูกอย่างไม่อั้นยังไงก็คุ้มค่า”พวกเขามักเลือกโรงเรียนดีๆ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก เพราะคิดว่าลูกควรได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ถึงจะต้องสิ้นเปลืองเงินมากเพียงใดก็ยอม ยิ่งถ้าเข้าสู่ช่วงวัยมัธยมศึกษาตอนปลายที่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น นักเรียนมัธยมปลายที่อาศัยอยู่ตามเมืองชายฝั่งทะเลด้านตะวันอออกที่เศรษฐกิจเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ละปีมีค่าใช้จ่ายรวมไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นหยวน รวม 3 ปีคิดเป็นยอดเงินไม่ต่ำกว่า 9 หมื่นหยวน (ประมาณ 4 แสนกว่าบาท) พอสอบเข้ามหาวิทยาลัย ค่าใช้จ่ายก็มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ผลการวิจัยเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของนักศึกษามหาวิทยาลัยที่พิจารณาจากมาตรฐานสถาบันอุดมศึกษาทั่วไปในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาตลอด 4 ปี คิดเป็นเงินราว 1.78 แสนหยวน (ประมาณ 9 แสนบาท) ในจำนวนนี้แบ่งเป็นค่าเล่าเรียน 5,000 หยวนต่อภาคการศึกษา ค่าใช้จ่ายประจำวัน 1,000 หยวนต่อเดือน ค่าอุปกรณ์การเรียนการสอน 700 หยวนต่อเดือน ค่าหอพัก 800 หยวนต่อเดือน ค่าซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 8,000 หยวน ค่าเสื้อผ้า 1.2 แสนหยวน นี่ยังถือเป็นประมาณการคร่าวๆ ของค่าใช้จ่ายระหว่างที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย ยิ่งถ้าศึกษาในคณะที่มีอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ทันสมัย มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในระดับท็อปของประเทศ ค่าเล่าเรียนก็จะสูงกว่าปกติ
ถ้าบังเอิญโชคดีสามารถหางานทำได้ทันทีที่สำเร็จการศึกษา จะต้องใช้ระยะเวลาสักกี่ปีกว่าจะสามารถถอนทุนที่ลงไปกับค่าใช้จ่ายทางการศึกษา หากไม่กินไม่ดื่มไม่เที่ยวระยะเวลาในการถอนทุนก็คงจะเร็วขึ้น แต่ความจริงจะทำได้เช่นนั้นหรือ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวคงเป็นเรื่องเล็กๆ สำหรับครอบครัวที่มีฐานะดี ทว่าคนจำนวนไม่น้อยต้องเป็นหนี้เป็นสินกับการลงทุนทางการศึกษาของลูก โดยไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าจะมีงานให้ทำหลังจากเรียนจบหรือไม่ อนาคตที่ยังไม่มองเห็นกลับสร้างภาระให้แก่ครอบครัวจีนยุคใหม่และ เพิ่มแรงกดดันในการดำเนินชีวิตประจำวัน และก็เป็นอีกปัญหาสังคมที่ผู้เกี่ยวข้องยังคงนิ่งดูดาย
เป็นที่ยอมรับว่าการบ่มเพาะบุคลากรที่มีคุณภาพ ถือเป็นการลงทุนขนาดใหญ่และใช้เวลานาน ระยะเวลาตั้งแต่การเรียนระดับประถมศึกษาเรื่อยไปจนถึงระดับอุดมศึกษา กินเวลาไม่ต่ำกว่า 16 ปี หากยังเรียนต่อในระดับปริญญาโท ปริญญาเอก ซึ่งถือเป็นแนวโน้มทางการศึกษาที่เด็กจีนยุคใหม่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ ก็จะยืดเวลาในการเรียนเป็น 20 ปี ในรายที่มีโอกาสไปศึกษายังต่างแดน ต้นทุนทางการศึกษาก็เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า
ในยุคที่สภาพแวดล้อมทางการศึกษามีการปรับปรุงและยกระดับให้สูงขึ้นเรื่อยๆ ปัจจัยเหล่านี้ย่อมส่งผลต่อต้นทุนทางการศึกษาที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในแต่ละปี หลายครอบครัวถึงกับยอมตัดใจไม่ซื้อบ้านเพื่อนำเงินมาลงทุนกับการศึกษาของลูก ยอมใช้จ่ายอย่างประหยัดเพื่อมีเงินเก็บไว้เป็นค่าเล่าเรียนพิเศษ และต้องยอมเสียสละเรื่องอื่นๆ อีกมากมายเพื่อมอบโอกาสทางการศึกษาที่ดีให้แก่ลูก ความยากลำบากของพ่อแม่ยุคใหม่ถือเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจทีเดียว
แต่อย่าลืมว่า ตราบใดที่พวกเขายังคงสร้างแรงกดดันในการอัดวิชาความรู้ให้ลูกและพยายามทุกวิถีทางที่จะส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงโดยไม่คำนึงถึงความต้องการของลูก โอกาสในการแสวงหาผลประโยชน์ของสถาบันการศึกษาก็ยังคงมีต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด ต้นทุนของปริญญาบัตรแต่ละใบก็ยังคงแปรกผันไปตามปรารถนาของพ่อแม่เหล่านี้







