
จีดีพีสหรัฐขยายตัวช้า2.5% เหตุแผนตัดลดงบฯฉุดเติบโต
เศรษฐกิจมะกันโตแค่ 2.5% ผลพวงตัดลดงบประมาณ ฉุดหุ้นมะกันผันผวน
เศรษฐกิจมะกันโตแค่ 2.5% ผลพวงตัดลดงบประมาณ ฉุดหุ้นมะกันผันผวน
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เปิดเผยรายงานผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยระบุเศรษฐกิจสหรัฐเติบโตเพียง 2.5% ในไตรมาสแรกของปี 2556 ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 2.83% แม้เป็นระดับการเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้นเมื่อเทียบกับเมื่อไตรมาส 4 ปี 2555 ที่ขยายตัวเพียง 0.4%
ปัจจัยสำคัญที่หนุนให้เศรษฐกิจสหรัฐกลับมาขยายตัวอีกครั้ง เป็นผลมาจากการลงทุนในธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น 12.6% และปริมาณการใช้จ่ายผู้บริโภคที่ปรับตัวขึ้น 3.2% ซึ่งเป็นระดับที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2553 ขณะที่การลงทุนในอุตสาหกรรมและธุรกิจอื่นๆ ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ที่ 2.1%
กระนั้นก็ตาม มาตรการตัดลดงบประมาณภาครัฐอัตโนมัติ (ซีเควสเตอร์) มูลค่า 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.46 ล้านล้านบาท) ที่มีผลตั้งแต่วันที่ 1มี.ค. กลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งให้การเติบโตทางเศรษฐกิจประเทศไม่สามารถขยายตัวได้อย่างเต็มที่ หลังมีการตัดลดงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลกรุงวอชิงตันในไตรมาสแรกไปแล้ว 8.4% ซึ่งในจำนวนนี้เป็นงบประมาณของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ (เพนตากอน) มากที่สุด โดยถูกตัดงบประมาณไปแล้ว 11.5%
นอกจากนี้ ยอดขาดดุลการค้าที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ภายหลังยอดนำเข้าในไตรมาสที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะ 5.4% ส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมลดลง 0.5%
ความเคลื่อนไหวดังกล่าว ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐเคลื่อนไหวอย่างผันผวนเมื่อวันที่ 26 เม.ย. โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ดีดตัวขึ้น 0.08% ปิดตลาดที่ 14,712.55 จุด ทว่าดัชนีเอชแอนด์พี 500 ปิดตลาดดิ่งลง 0.18% ที่ 1,582.24 จุด ด้านเงินเหรียญสหรัฐ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินยูโรที่ 1.3029 เหรียญสหรัฐต่อยูโร จากเมื่อวันที่ 25 เม.ย. ที่ 1.3009 เหรียญสหรัฐ
ขณะที่ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงเล็กน้อย 64 เซนต์ แตะ 93 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทว่าในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้ว 5.6% หรือ 4.99 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นการดีดตัวขึ้นในรอบสัปดาห์อย่างแข็งแกร่งที่สุดของปี
แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบันที่ยังคงเติบโตในระดับเชื่องช้า จุดกระแสคาดการณ์ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยังดำเนินมาตรการผ่อนปรนเชิงปริมาณรอบ 3 (คิวอี 3)อย่างต่อเนื่อง โดยบรรดานักวิเคราะห์ จะจับตามองผลการประชุมเฟดที่จะมีขึ้นวันที่ 30 เม.ย.1 พ.ค. อย่างใกล้ชิด







