
มือบึ้มรับแค้นสงครามอิรัก
ผู้ต้องหาคนน้องสารภาพสิ้นไส้พี่ชายบงการหวังล้างแค้นสงคราม
ผู้ต้องหาคนน้องสารภาพสิ้นไส้พี่ชายบงการหวังล้างแค้นสงคราม
มือบื้มคนน้องยอมรับร่วมมือกับพี่ชายก่อเหตุจริง เหตุคับแค้นจากสงครามในอิรัก
โดซการ์ ซาร์เนฟ หนึ่งในผู้ต้องหาวางระเบิดในเมืองบอสตันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ยอมรับสารภาพกับหน่วยงานสอบสวนพิเศษจากสำนักงานสืบสวนกลางสหรัฐ (เอฟบีไอ) แล้วว่า ได้ร่วมมือกับ ทาเมอร์ลัน ซาร์เนฟ พี่ชายที่เสียชีวิตจากการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ วางระเบิดที่ทำจากหม้อแรงดันในงานวิ่งมาราธอนจริง โดยมีเหตุจูงใจในการก่อเหตุจากความคับแค้นสหรัฐที่ก่อสงครามอิรักและอัฟกานิสถาน
ซาร์เนฟ ผู้ต้องหาที่รอดชีวิตจากการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจในสัปดาห์ที่ผ่านมา กล่าวยอมรับว่า ทาเมอร์ลัน ซึ่งเป็นพี่ชายนั้น เป็นคนวางแผนการโจมตีทั้งหมด เนื่องจากต้องการปกป้องศาสนาอิสลามจากการถูกโจมตี โดย ทาเมอร์ลัน ติดตามข่าวสารจากเว็บไซต์จิฮัด และโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มหัวรุนแรงในอินเทอร์เน็ตเป็นประจำ รวมทั้งจากเว็บไซต์อินสปาย ที่ก่อตั้งขึ้นโดยเครือข่ายอัลกออิดะห์ในเยเมน เพื่อรับข้อความจากองค์กร รวมทั้งข้อมูลวิธีการสร้างและใช้งานเครื่องมือวางระเบิดในแบบต่างๆ
เดลีเมล์ยังเปิดเผยผลการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ ซึ่งได้สอบปากคำผู้ที่ถูก 2 พี่น้องมือระเบิดขโมยรถหลบหนีระหว่างถูกตำรวจไล่ล่าว่า มือระเบิดนั้นได้อวดอ้างผลงานวางระเบิดอย่างไม่สะทกสะท้าน
“นายรู้ข่าวระเบิดที่บอสตันหรือยัง ฉันเป็นคนทำเองแหละ” หนึ่งในมือระเบิดกล่าว ก่อนจะจ่อปืนไปยังเจ้าของรถเพื่อชิงรถและบัตรเอทีเอ็มไป
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา ตำรวจได้ควบคุมตัวชาวคาซัคสถานวัย 19 ปี 2 คน ซึ่งเชื่อว่าเป็นเพื่อนของ 2 พี่น้องผู้ต้องสงสัยวางระเบิด เพื่อไปสอบสวนเพิ่มเติม หลังมีผู้พบเห็นทั้งคู่ขับรถบีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งแขวนป้ายที่มีข้อความว่า “ผู้ก่อการร้าย” ไปรอบเมือง
ด้านหนังสือพิมพ์เดลีมิร์เรอร์ รายงานอ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องว่า 2 พี่น้องมือระเบิดไม่น่าจะก่อการกันเพียงลำพัง เนื่องจากการจุดระเบิดนั้นมีความซับซ้อน และไม่ใช่สิ่งที่เรียนรู้ได้ง่ายๆ เพียงแค่เปิดกูเกิล ดังนั้นจึงน่าจะมีผู้ให้ความช่วยเหลือมากกว่า
ทั้งนี้ ซาร์เนฟ ได้ให้ปากคำกับเอฟบีไอที่ถูกฝึกฝนเพื่อสอบสวน “ผู้ต้องสงสัยระดับสูง” โดยเฉพาะด้วยการพยักหน้า โดยทีมพิเศษนี้ถูกส่งตัวเข้ามาสอบสวนผู้ต้องสงสัยภายในห้องรักษาตัวที่โรงพยาบาลเบธ อิสราเอล ที่เมืองบอสตันเป็นการเฉพาะ







