
อร่อยร้อยลิ้น (23)
เสร็จงานฝั่งคันไซแล้วผมก็ย้ายวิกจากโอซากามาตั้งป้อมอยู่ที่โตเกียว
เสร็จงานฝั่งคันไซแล้วผมก็ย้ายวิกจากโอซากามาตั้งป้อมอยู่ที่โตเกียว ระหว่างทางแวะค้างคืนที่ทะเลสาบคาวะคูจิ ขึ้นไปเดินเตร็ดเตร่บนชั้น 4 ภูเขาไฟฟูจิ แล้วเที่ยวต่อแถวฮาโกเนะ เจอคนไทยในทุกๆ ที่ อบอุ่นดีครับ ระหว่างอยู่บนฟูจิได้ยินนักท่องเที่ยวไทยบ่นกันว่า มาญี่ปุ่นทำไมเจอแต่คนไทยบ้าง นอนโรงแรมนี้มีแต่คนไทยบ้าง ทานข้าวร้านนี้หนีคนไทยไม่พ้นบ้าง เลยสำเหนียกได้ว่าปีนี้มีคนไทยมาเที่ยวญี่ปุ่นกันมากจริงๆ และที่สำคัญมากันเองไม่น้อย ดีไม่ดีอาจจะเยอะกว่าการมากับกรุ๊ปทัวร์ก็ได้ พอเข้ามาที่โตเกียว ทั้งสวนสนุก ทั้งย่านช็อปปิ้งมาตรฐาน เดินสวนกับคนไทยตลอด สรุปอะไรยังไม่ได้ แต่มั่นใจว่าปีนี้คนไทยมาเที่ยวญี่ปุ่นมากเป็นประวัติการณ์
ที่โตเกียวผมมีที่พักที่ถูกใจอยู่ 34 แห่ง แต่ที่มาบ่อยที่สุดก็ต้องย่านชิบุยะ เพราะมันตอบโจทย์ความต้องการได้มากที่สุด และต้องเป็นที่โรงแรม Shibuya Excel Tokyu ด้วยนะครับ อันที่จริงแถวชิบุยะมีโรงแรมอีกหลายแห่ง ทั้ง Cerulean Tower, TokyuInn ฯลฯ แต่ไม่มีที่ไหนจะเงื่อนไขดีเท่ากับ Shibuya Excel อีกแล้ว เพราะตัวโรงแรมตั้งอยู่บนสถานีรถไฟชิบุยะเลย จะไปไหนก็สะดวก ทั้งย่านยอดนิยมอย่างกินซา หรือชินจูกุ หรือย่านสุดฮิปอย่างไดคันยามะ จิยูงะโอกะ คิชิโจจิ ชิโมคิตะซาวะ นั่งรถไฟต่อเดียวถึงหมด ในขณะที่นักท่องเที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์ยังวนเวียนนอนอยู่แถวย่านอิเคะบุคุโระ หรือชินจูกุ แต่นักท่องเที่ยวที่มากันเอง (FIT) มานอนแถวชิบุยะกันหนาตาขึ้น ผมมีโอกาสได้นั่งทานข้าวกับ GM และ Reservation Manager ของโรงแรม Shibuya Excel Tokyu เขายังบอกเลยว่าสงกรานต์ปีนี้คนไทยมาพักที่โรงแรมนี้มากเป็นอันดับ 1
นั่นเป็นเพราะย่านชิบุยะตอบโจทย์ของคนบางกลุ่มได้มากกว่าย่านอื่นๆ โดยเฉพาะคำตอบเรื่องการช็อปปิ้งสินค้าแฟชั่น ช็อปที่ชิบุยะได้ของครบกว่าชินจูกุ มีของหลากหลายกว่ากินซา ติดปัญหาเรื่องเดียวคือเรื่องกินที่ยังเทียบกับย่านกินซาไม่ได้ เนื่องจากคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ที่เดินในย่านนี้จะเป็นวัยรุ่น ร้านอาหารส่วนใหญ่จึงออกแนวเอาใจวัยรุ่น จะหาร้านดีๆ หรูหราหน่อยต้องเดินขึ้นไปแถวโอโมเทะซันโด หรืออาโอยามะโน่น หลายร้านผมเคยแนะนำไปบ้างแล้วทั้งในโตเกียวเต็มอิ่ม และเทรนด์ดีๆ ที่โตเกียว เป็นร้านที่ผมทานอยู่ประจำ รอบนี้ก็ตั้งใจจะไปทานเทปปังยากิที่ร้าน Ukaitei บนตึก GYRE ชั้น 5 แต่เดินเพลินจนเกินเวลาเลยอดกินซะงั้น ด้วยความหิวบวกกับความอยากทานเนื้อและขี้เกียจ เลยลงไปที่ชั้น B1 เพราะจำได้ว่ามีร้านอาหารจานเนื้อแบบง่ายๆ สไตล์ Chef Restaurant อยู่ร้านนึง ร้านนี้ชื่อ Niku no Mansei
ร้าน Niku no Mansei เป็นหนึ่งใน Specialist เรื่องเนื้อ เปิดมาตั้งแต่ปี 1949 ร้านแม่อยู่แถวย่านอะคิฮาบะระ ข้างสะพาน Mansei ชื่อเดียวกันกับชื่อร้านนั่นเอง ผมเคยทานสมัยมาญี่ปุ่นใหม่ๆ สมัยโน้นต้องมาเดินเล่นดูสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่อาคิฮาบะระแล้ว ก็ต้องแวะไปที่ตึกของร้าน Niku no Mansei เขาขายตั้งแต่เนื้อสดๆ ไปจนอาหารจานเนื้อประเภทต่างๆ ตั้งแต่เทปปังฯ สุกี้ฯ ชาบุฯ เนื้อย่างฯ แยกชั้นกันไป แต่สมัยโน้นเงินน้อยเลยทานได้แค่แฮมเบอร์เกอร์สเต๊กจานนึงแค่ไม่กี่ร้อยเยน จำได้ว่าอร่อยมากจนอยากทานอีก พอมาเจอเพื่อนเก่าที่วางใจได้ก็ไม่ต้องเกรงใจ รอบนี้ขอสั่ง Sirlion Steak 200 กรัม เป็นเนื้อญี่ปุ่นวัวขนดำ ไม่ถึงขั้น TajimaGyu แต่ราคาแค่ 3,980 เยน ทั้งชิ้นใหญ่และหนานุ่ม อร่อยเกินคุ้ม เสิร์ฟพร้อมสลัดผัก ซุป และขนมปังหรือข้าว ผมเลือกข้าวกินกับสเต๊กเนื้อเพื่อรำลึกความหลัง เพราะตอนมาญี่ปุ่นใหม่ๆ รู้สึกตื่นเต้นกับการเสิร์ฟข้าวกับสเต๊ก ซึ่งไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อน ผมทานเนื้อคำข้าวคำจนเนื้อหมดเหลือแต่ข้าวอยู่อีกค่อนจาน พูดไม่อายเลยว่าเอาข้าวคลุกลงไปในจานร้อนกินกับซอสเนื้อที่เหลืออยู่ อร่อยจนลืมอายเลยครับ ผมซัดทั้งข้าวเต็มจานและเนื้อ 200 กรัม จนหมดเกลี้ยงแทบไม่เหลือซอสทิ้งไว้ในจานร้อน เป็นมื้อที่ไม่ได้หรูเหมือน UkaiTei ตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก แต่ผลลัพธ์ออกมาเหมือนกัน คือ ได้ทานเนื้อญี่ปุ่นอร่อยๆ สมใจ แต่จ่ายถูกกว่ากันเกินครึ่งครับ
นอกจากนี้ ที่หน้าร้านยังมีของให้ซื้อกลับบ้านอีกหลายอย่าง แต่มีอยู่อย่างนึงที่แจกฟรี คือ เปลือกนอกของขนมปังที่หั่นเป็นแผ่นขนาดเล็กกับแผ่นขนมปัง ใส่ถุงวางไว้มองไกลๆ เหมือนขนมปังปอนด์หั่นแล้ว แต่ผมเห็นมีคนเดินมาหยิบโดยไม่จ่ายตังค์เลยแปลกใจ พอถามไปก็ได้ใจความว่าร้านเขาทำแซนด์วิชขายด้วย จึงมีเปลือกนอกของขนมปังที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเหลืออยู่ จะทิ้งก็ได้ แต่สู้เอาใส่ถุงมาวางไว้ ใครใคร่หยิบก็หยิบได้ตามใจชอบ โอ้โห! ความคิดหล่อมากเลยครับ ทั้งหล่อทั้งอร่อยแบบนี้ ต้องหาโอกาสไปชิมกันให้ได้นะครับ







