
แบงก์ชาติซบสินทรัพย์เสี่ยง
เมินพันธบัตรมะกันยุโรปญี่ปุ่นเหตุกระตุ้นศก. ฉุดผลตอบแทนดิ่ง
เมินพันธบัตรมะกันยุโรปญี่ปุ่นเหตุกระตุ้นศก. ฉุดผลตอบแทนดิ่ง
แบงก์ชาติทั่วโลกเมินพันธบัตรสหรัฐยุโรป ลงทุนสินทรัพย์ความเสี่ยงสูง เหตุผลตอบแทนสูงกว่า
ผลสำรวจธนาคารกลาง 60 แห่งทั่วโลก ซึ่งจัดทำโดยธนาคารรอยัล แบงก์ ออฟ สก็อตแลนด์ (อาร์บีเอส) พบว่า ส่วนใหญ่นั้นเตรียมเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มี ความเสี่ยงมากขึ้น เช่น หุ้น และสกุลเงิน และพันธบัตรของประเทศตลาดเกิดใหม่ เนื่องจากให้ผลตอบแทนสูงกว่าสินทรัพย์ของประเทศตลาดพัฒนาแล้ว
จากการสำรวจพบว่า 8 ใน 10 ของธนาคารกลางทั่วโลก ได้เข้าไปลงทุนในหุ้นบ้างแล้ว ขณะที่ 1 ใน 4 เตรียมลงทุนในสินทรัพย์ประเภทหุ้นภายในช่วงเวลา 5 ปี ข้างหน้า
นอกจากนี้ 70% ของธนาคารกลาง 60 ชาติ ซึ่งทั้งหมดนั้นมีทุนสำรองรวมกันสูงถึง 6.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 201 ล้านล้านบาท) สนใจลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลที่ถูกจัดอันดับเครดิตในระดับ A มากขึ้นจากเมื่อปีที่แล้ว ส่วน 20% สนใจลงทุนในพันธบัตรที่มีเครดิตในระดับขยะหรือ “จังก์” รวมทั้งหุ้นกู้ภาคเอกชน
“ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทัศนคติการลงทุนครั้งใหญ่” อาร์บีเอส ระบุ
ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ เป็นผลจากการที่บรรดาธนาคารกลางของเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ อาทิ สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น ต่างผ่อนนโยบายการเงินลงอย่างต่อเนื่องส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลดิ่งลงตาม โดยมากกว่า 4 ใน 5 ของผู้เข้าร่วมการสำรวจยอมรับว่า การงัดมาตรการเชิงรุกของธนาคารกลางยุโรป และสหรัฐ มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนของธนาคาร
“ธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มรู้สึกหงุดหงิดกับผลตอบแทนที่ต่ำ จึงหันไปซบสินทรัพย์ประเภทอื่น ซึ่งเมื่อก่อนหน้านี้แทบจะไม่สนใจลงทุนด้วยซ้ำ” ไฟแนนเชียลไทมส์ ระบุ พร้อมเผยว่า สกุลเงินที่ได้รับความนิยมมากที่สุดนั้น ได้แก่ เงินเหรียญออสเตรเลีย และเงินเหรียญแคนาดา
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนบางส่วนเตือนว่า เงินทุนที่ไหลทะลักเข้าตลาดเกิดใหม่อย่างรวดเร็วนั้น ตลอดจนการขาดความโปร่งใสของสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงประเภท เสี่ยงสร้างความผันผวนในตลาดการเงิน และเศรษฐกิจโลก
ทั้งนี้ ปัจจุบัน ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี อยู่ที่ 1.72% ส่วนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอยู่ที่ 0.53%







