posttoday
สื่อนอกจับตา ม็อบแดงยืดเยื้อกับหนทางที่เหลืออยู่

สื่อนอกจับตา ม็อบแดงยืดเยื้อกับหนทางที่เหลืออยู่

07 เมษายน 2553

สถานการณ์การประท้วงของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น ยังคงอยู่ในกระแสหลักของสื่อมวลชนต่างประเทศ ที่จับตามองและประเมินสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองของไทยอย่างใกล้ชิด ในขณะที่การชุมนุมประท้วงของเหล่ากลุ่มคนเสื้อแดงที่ก้าวเข้าสัปดาห์ที่ 4 แล้วนั้น ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง

ภายหลังจากความพยายามในการเจรจาหาข้อยุติระหว่างแกนนำของกลุ่มคนเสื้อแดงกับรัฐบาลไม่สามารถนำไปสู่ข้อตกลงร่วมกันได้ ต่อเนื่องไปกับการที่กลุ่มคนเสื้อแดงดำเนินการยกระดับการชุมนุมด้วยการปิดล้อมบริเวณแยกราชประสงค์ ตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จนนำไปสู่การออกประกาศของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) หลายฉบับ และการเกิดเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจนั้น

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น นับว่าได้สร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังตกที่นั่งลำบาก ยากต่อการตัดสินใจเป็นอย่างยิ่ง

สื่อชื่อดังระบุว่า ถ้าหากรัฐบาลยังไม่สามารถจัดการให้การชุมนุมเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อยได้ ภาพลักษณ์ของรัฐบาลที่ไม่สามารถจัดการความวุ่นวายที่เกิดขึ้นให้กลับสู่ภาวะปกติได้นั้น ก็จะบั่นทอนเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือของรัฐบาล

ในขณะที่ถ้ารัฐบาลตัดสินใจที่จะใช้กองกำลังและเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าปราบปราม หรือใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุม ก็อาจจะนำไปสู่การใช้ความรุนแรงและการปะทะกัน ซึ่งอาจจะถึงขั้นนองเลือด นอกจากนี้ยังอาจเป็นการปลุกกระแสต่อต้านของกลุ่มคนเสื้อแดงตามต่างจังหวัดให้ลุกฮือขึ้น ซึ่งก็ไม่เป็นผลดีต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอีกเช่นกัน

ในท่ามกลางปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองที่ยังมองไม่เห็นทางออก และสภาวะที่ยากยิ่งแก่การตัดสินใจของรัฐบาลเช่นนี้ มาร์ติน เพตตี ผู้สื่อข่าวของรอยเตอร์ส ได้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดขึ้นสำหรับการเมืองไทยในขณะนี้ทั้งสิ้น 4 แนวทางด้วยกัน

1.แนวโน้มแรกที่รอยเตอร์สเห็นว่ามีความเป็นไปได้มากที่สุด คือ การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงจะยังคงยืดเยื้อต่อไป และนายกรัฐมนตรีจะยอมยื่นข้อเสนอที่ประนีประนอมมากยิ่งขึ้น ซึ่งในที่สุดแล้วความวุ่นวายทั้งหมดจะจบลงเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมยอมรับข้อเสนอ

นักวิเคราะห์มองว่า การชุมนุมที่ยืดเยื้อจะสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ที่ได้รับความเดือดร้อนโดยตรง และต้องการให้รัฐบาลใช้มาตรการที่เด็ดขาดต่อกลุ่มผู้ชุมนุม รวมทั้งจะสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มนายทหารซึ่งเป็นกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาล

ในที่สุดแล้วนายกรัฐมนตรีจะขอให้มีการเจรจาเป็นรอบใหม่เกิดขึ้น พร้อมทั้งยื่นข้อเสนอที่ดึงดูดใจกลุ่มผู้ชุมนุมมากกว่าข้อเสนอว่าจะยุบสภาภายใน 9 เดือนเช่นในครั้งก่อน ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะลดลงมาเป็น 6 เดือน

ระยะเวลาดังกล่าวถือว่ามากพอที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์จะระดมฐานสนับสนุนทางการเมือง และซื้อใจผู้สนับสนุนที่สำคัญที่สุดอย่างนายทหารระดับสูงของกองทัพ โดยการพิจารณาผ่านงบประมาณประจำปีของกองทัพ รวมถึงการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับสูง เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่านายทหารที่นิยมอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะไม่ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ

ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้นหากสถานการณ์เป็นไปตามแนวทางแรกนี้ ก็คือ นักลงทุนจากต่างชาติจะยังคงเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย แต่การลงทุนโดยตรงของบริษัทต่างชาติจะลดน้อยลง เนื่องจากถือว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงในระยะยาว

แนวโน้มที่ 2 เห็นว่ามีความเป็นไปได้รองลงมา คือ การที่นายกรัฐมนตรีจะยื่นข้อเสนอที่ดึงดูดใจกลุ่มผู้ชุมนุมมากยิ่งขึ้น แต่กลุ่มผู้ชุมนุมจะปฏิเสธไม่รับข้อเสนอ

นักวิเคราะห์มองว่า อดีตนายกฯ ทักษิณ และกลุ่ม สส. พรรคเพื่อไทย ได้ระดมทุนเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งใหม่ไว้แล้ว ซึ่งทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมไม่สนใจต่อคำขู่การจับกุม หรือข้อเสนอใหม่จากรัฐบาล โดยจะยังคงยืนยันว่าต้องการให้รัฐบาลยุบสภาและจัดการเลือกตั้งโดยทันที สถานการณ์เช่นนี้อาจจะบานปลายไปเป็นการเผชิญหน้าระหว่างกันได้ในที่สุด

ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้น คือ ผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลไทยจะลดต่ำลง ในขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องพยายามรักษาอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานให้อยู่ในระดับต่ำต่อไปที่ระดับ 1.25% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป

แนวทางที่ 3 ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ คือ การที่พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวออกจากการให้การสนับสนุนรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และทำให้การเมืองเปลี่ยนขั้วไป

การชุมนุมที่ยืดเยื้อและภาพที่รัฐบาลไม่สามารถจะจัดการให้เกิดความสงบเรียบร้อยได้นั้น จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล และอาจทำให้พรรคร่วมลำบากใจที่จะอยู่ร่วมกับรัฐบาลต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น ยังอาจหันเหไปเจรจาผลประโยชน์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ แทน

หากสถานการณ์เป็นไปตามแนวทางนี้ จะทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจในเชิงลบ เพราะรัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะสร้างความไม่พอใจให้กับกองทัพ บรรดาชนชั้นนำทางการเมือง และอาจจะนำไปสู่การแทรกแซงในภายหลัง

สำหรับแนวทางที่ 3 นี้ มาร์ตินเห็นว่าไม่น่าจะมีความเป็นไปได้มากนัก เพราะพรรคร่วมรัฐบาลก็ยังคงครองเก้าอี้รัฐมนตรีที่สำคัญๆ ในรัฐบาล รวมทั้งทางฝั่งของพรรคเพื่อไทยก็ยังไม่มีนักการเมืองคนใดที่โดดเด่น และเหมาะสมพอที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

แนวทางที่ 4 แนวทางสุดท้ายที่มีโอกาสเป็นไปได้น้อยที่สุด คือ เกิดความรุนแรงขึ้น และรัฐบาลต้องยอมยุบสภา รวมทั้งจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว

การชุมนุมที่ยืดเยื้อจะดำเนินไปพร้อมกับการลอบวางระเบิดตามจุดต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งอาจจะเกิดการเผชิญหน้า และการปะทะกันระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงกับกลุ่มที่ต่อต้านกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเข้ามาระงับเหตุ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะมีผลทำลายความชอบธรรมของรัฐบาล และจะทำให้นำไปสู่การยุบสภาในที่สุด

ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น คือ นักลงทุนจากต่างชาติจะถอนการลงทุนออกจากไทยในระยะเวลาอันสั้น เพราะเกรงจะเกิดการจลาจลทางการเมือง และการรัฐประหาร

สำหรับแนวทางนี้ ผู้สื่อข่าวจากรอยเตอร์สเห็นว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ เนื่องจากรัฐบาลมีความระมัดระวังในการจัดการกับผู้ชุมนุม รวมทั้งมีความสามารถในการใช้สื่อเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจกับประชาชนได้เป็นอย่างดีมาโดยตลอด

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน