
โอบามาคลอดยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ใหม่
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์ทางด้านนิวเคลียร์ใหม่ซึ่งมีเป้าหมายที่จะลดและจำกัดการใช้อาวุธนิวเคลียร์
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์ทางด้านนิวเคลียร์ใหม่ซึ่งมีเป้าหมายที่จะลดและจำกัดการใช้อาวุธนิวเคลียร์
นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยถึงยุทธศาสตร์ใหม่ของสหรัฐฯที่มีต่อนโยบายเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ว่า สหรัฐฯจะพยายามที่จะทำให้อาวุธนิวเคลียร์กลายเป็นสิ่งที่ล้าหลังและพ้นสมัย และจะพยายามชักจูงให้นานาประเทศล้มเลิกความตั้งใจที่จะแข่งขันกันสะสมและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ตัวอย่างของการดำเนินแนวทางตามยุทธศาสตร์ดังกล่าวก็คือการที่สหรัฐฯ ได้ประกาศล้มเลิกโครงการการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตน
โอบามา เปิดเผยว่า ตามยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงแบบใหม่นี้ สหรัฐฯจะมุ่งเน้นการใช้อาวุธยุทโธกรณ์แบบดั้งเดิมทั้งเก่าและใหม่ และให้ความมั่นใจกับประชาชนชาวอเมริกันว่า สหรัฐฯ จะคงไว้ซึ่งอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหมดที่มีความจำเป็นเพื่อที่จะมั่นใจได้ว่าประชาชนชาวอเมริกันนั้นอยู่ในสถานะที่ปลอดภัย เจ้าหน้าที่ของทำเนียบขาวได้เปิดเผยด้วยว่า ยุทธศาสตร์ใหม่นี้รวมถึงการพิจารณาทบทวนการใช้อาวุธนิวเคลียร์ในการตอบโต้ต่อการโจมตีด้วยอาวุธชีวภาพ
กล่าวได้ว่ายุทธศาสตร์ของโอบามานั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงแนวทางการดำเนินนโยบายของสหรัฐฯจากผู้นำคนก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง ซึ่งส่งผลให้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยม และเสรีนิยม โดยฝ่ายอนุรักษ์นิยมออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า ยุทธศาสตร์ใหม่ของโอบามาจะทำให้ศักยภาพทางด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถที่จะขัดขวางไม่ให้มีการใช้อาวุธนิวเคลียร์ขึ้นในโลกต้องลดน้อยถอยลง ทางฝ่ายเสรีนิยมก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า ยุทธศาสตร์ใหม่นี้ก็ไม่ได้มีการประกาศอย่างแน่ชัดว่าสหรัฐฯจะไม่เป็นผู้เริ่มใช้อาวุธนิวเคลียร์เป็นรายแรก
อย่างไรก็ตาม การออกมาเปิดเผยถึงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ของโอบามาในครั้งนี้ก็จะได้ช่วยปูทางไปสู่ความพยายามทางการทูตของนานาประเทศในการที่จะลดการสะสมอาวุธนิวเคลียร์
ภายหลังจากที่ได้ออกมาประกาศถึงยุทธศาสตร์ ประธานาธิบดีบารัก โอบามาก็มีกำหนดการที่จะเดินทางไปยังกรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก เพื่อร่วมลงนามข้อตกลงว่าด้วยการควบคุมอาวุธกับรัสเซียในวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้ และในสัปดาห์หน้าสหรัฐฯ ก็จะได้เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมสุดยอดว่าด้วยความมั่นคงทางนิวเคลียร์ ซึ่งจะมีผู้นำของ 47 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้







