
วิกฤตสิ่งแวดล้อมแดนมังกรหนทางสู่หายนะ
สิ่งที่ต้องยอมรับเมื่อเหลียวมองเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน คือ จีนได้ผงาดขึ้นเป็นชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ
สิ่งที่ต้องยอมรับเมื่อเหลียวมองเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน คือ จีนได้ผงาดขึ้นเป็นชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
สิ่งที่ต้องยอมรับเมื่อเหลียวมองเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน คือ จีนได้ผงาดขึ้นเป็นชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ จากการปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงรุก ซึ่งส่งผลให้ประชากรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และผลักดันให้แดนมังกรกลายเป็นศูนย์กลางการค้าและการผลิตเบอร์หนึ่งของโลก แซงหน้าขั้วอำนาจเก่าอย่างสหรัฐและยุโรปอย่างแทบไม่เห็นฝุ่น
ทว่า ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ภายใต้เบื้องหลังความเจริญของเขตเศรษฐกิจขนาดอันดับ 2 ของโลกนี้ กลับทิ้งไว้ซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลภาวะต่างๆ มากมาย
พิสูจน์ได้จากเหตุการณ์ล่าสุดที่สร้างความตื่นตกใจต่อชาวนครเซี่ยงไฮ้ไม่น้อย หลังรัฐบาลท้องถิ่นตรวจพบซากหมูกว่า 6,000 ตัว ลอยอืดเกลื่อนแม่น้ำหวงผู่ ซึ่งนับเป็นแม่น้ำสายสำคัญที่ใช้เป็นแหล่งผลิตน้ำประปาและหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนกว่า 23 ล้านคน
แม้ทางการจีนประกาศรับรองว่า คุณภาพน้ำยังปลอดภัยสำหรับการอุปโภคบริโภค เนื่องจากเชื้อไวรัสเซอร์โค (พีซีวีดี) ที่เป็นสาเหตุของการตายรุนแรงของซากหมูนั้นไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์
ทว่า คำยืนยันดังกล่าวไม่สามารถลดความกังวลของประชาชนได้ แถมกลับยิ่งจุดชนวนความไม่พอใจต่อรัฐบาล จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ เนื่องจากสะท้อนถึงความล้มเหลวของรัฐบาลจีนในการวางกฎระเบียบควบคุมและแก้ไขวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง
เพราะเหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กระทบประชาชนในวงกว้าง โดยเมื่อเดือน ม.ค. กรุงปักกิ่งต้องเผชิญกับภาวะหมอกควันพิษรุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ ซึ่งเป็นเหตุให้ชาวจีนประสบปัญหาระบบทางเดินหายใจมากขึ้นทุบสถิติรอบ 5 ปี โดยมีเด็กที่เข้ารับการรักษาจำนวนกว่า 7,000 คนต่อวัน ขณะที่อีกหลายเมืองต้องปิดการจราจรและยกเลิกเที่ยวบินเกือบหนึ่งสัปดาห์ เหตุทัศนวิสัยเลวร้ายหนัก
ปัญหามลภาวะทางอากาศจีนที่รุนแรงขึ้นทุกปี เกิดจากปัจจัยสำคัญ 2 ประการคือ1.การขยายตัวทางอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ทำให้ความต้องการใช้เชื้อเพลิงทุกประเภทยังมีอยู่ต่อไป โดยเฉพาะการเผาไหม้ถ่านหิน ซึ่งจีนได้ชื่อว่าเป็นชาติที่มีการเผาไหม้ถ่านหินเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าสูงถึง 47% หรือเท่ากับการเผาไหม้ของประเทศอื่นๆ ทั้งโลกรวมกัน
2.การขยายตัวของชุมชนเมือง ซึ่งทำให้เกิดปัญหาการขาดการวางแผนการวางผังเมืองไว้ล่วงหน้า ส่งผลให้ปริมาณรถยนต์ในกรุงปักกิ่ง พุ่งทุบสถิติทะลุ 5 ล้านคัน หรือกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนพลเมืองถาวรทั้ง 17.6 ล้านคน ในกรุงปักกิ่งที่มีรถยนต์
ปัจจัยเหล่านี้ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศเท่านั้น แดนมังกรยังเผชิญปัญหามลภาวะทางน้ำ จากการปล่อยน้ำปนเปื้อนสารเคมีจากท่อน้ำทิ้งที่ไม่ผ่านการบำบัดของโรงงานอุตสาหกรรม ส่งผลให้ 1 ใน 4 ของแหล่งน้ำผิวดินทั่วประเทศ ไม่สามารถใช้เพื่อการเกษตรกรรม และมากกว่าครึ่งไม่สามารถนำมาบำบัดเพื่อใช้บริโภคได้ เช่นเดียวกับ 90% ของแหล่งน้ำใต้ดิน ปนเปื้อนสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์
นอกจากนี้ การขยายตัวของพื้นที่ระบบการเกษตรในประเทศและการเกษตรที่ผิดวิธี ยังส่งผลให้พื้นที่แห้งแล้งทางเหนือและทางตะวันตกของจีนกว่า 18 จังหวัด หรือราว 2.6 ล้านตารางกิโลเมตรของพื้นที่ทั้งหมดกลายเป็นทะเลทราย ซึ่งถือว่ารุนแรงที่สุดในโลก และอาจต้องใช้เวลานานกว่า 300 ปี ในการปรับสภาพพื้นที่ทะเลทรายสู่พื้นที่สีเขียวทีเดียว
แม้ว่าในการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนสมัยที่ 18 เมื่อปลายปีที่แล้ว บรรดาผู้นำรุ่นที่ 5 ภายใต้การนำของ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีคนใหม่ รับปากจะเร่งแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเพื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเต็มที่
กระนั้นก็ตาม หากพิจารณาตามผลวิจัยของทีมนักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารดอยช์แบงก์ในเยอรมนี พบว่า นโยบายต่างๆ ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี (ปี 2554-2558) ฉบับที่ 12 ของรัฐบาลจีนนั้น ยังขาดมาตรการต่างๆ ที่จำเป็น เช่น การควบคุมการใช้ถ่านหินที่เป็นรูปธรรม และการส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะอย่างยั่งยืน ดังนั้นหากรัฐบาลยังดำเนินแผนดังกล่าวต่อไปโดยไม่มีการปฏิรูป จะส่งผลให้ระดับมลภาวะทางอากาศทวีความรุนแรงขึ้นอีก 70% ภายในปี 2568 ทีเดียว
ทีมนักเศรษฐศาสตร์จากเยอรมนีแสดงความเห็นอีกว่า ถึงแม้ว่ารัฐบาลกรุงปักกิ่งจะสามารถดำเนินการปฏิรูปนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงถ่านหินลง ตลอดจนถึงการออกมาตรการควบคุมปริมาณรถยนต์ให้เหลือ 250 ล้านคัน ภายในปี 2573 จากเป้าหมายเดิมที่ 400 ล้านคัน ซึ่งถือเป็นมาตรการที่สามารถทำได้และจะไม่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ทว่า ผู้เชี่ยวชาญมองว่า อุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการปฏิรูปนโยบายเหล่านี้ อยู่ที่ปัญหาทางการเมืองและคอร์รัปชันทั้งสิ้น เห็นได้จากการบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมยังคงหละหลวม เนื่องจากโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ยังมีการติดสินบนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่งผลให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในจีนยังคงยืดเยื้อต่อไป
ดังนั้น หากแดนมังกรยังไม่สามารถก้าวข้ามอุปสรรคและแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนได้ เป้าหมายการผงาดสู่เบอร์1 ของโลก อาจเป็นเพียงความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง!







