
ดาวโจนส์ทุบสถิติ
ตลาดทุนโลกสดใส ดาวโจนส์สหรัฐดีดแรงทุบสถิติรอบ 6 ปี หลังผลประกอบการเอกชนกระเตื้อง ส่งสัญญาณดีเศรษฐกิจฟื้น ด้านตลาดเอเชียได้อานิสงส์
ตลาดทุนโลกสดใส ดาวโจนส์สหรัฐดีดแรงทุบสถิติรอบ 6 ปี หลังผลประกอบการเอกชนกระเตื้อง ส่งสัญญาณดีเศรษฐกิจฟื้น ด้านตลาดเอเชียได้อานิสงส์
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ของตลาดสหรัฐพุ่งขึ้นทำสถิติอีกครั้งเมื่อวันที่ 5 มี.ค. โดยดีดตัวขึ้นมา 125.95 จุด หรือ 0.9% ปิดที่ 14,253 จุด ซึ่งนับเป็นการทุบสถิติสูงสุดตลอดกาล 14,164.53 จุด ที่ทำเอาไว้เมื่อเดือน ต.ค. 2550 เช่นเดียวกับดัชนีเอสแอนด์พี 500 ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะ 1,539.79 จุด หลังได้รับแรงหนุนจากสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐที่มีแนวโน้มฟื้นขึ้น
เอเอฟพีรายงานว่า สัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐที่ดีขึ้น ทั้งจากรายงานผลประกอบการของเอกชนที่น่าพอใจ ประกอบกับการตรึงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 00.25% ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตลอดจนถึงข้อมูลเศรษฐกิจ เช่น ดัชนีภาคบริการสหรัฐที่ปรับตัวขึ้นดีกว่าคาด ส่งแรงหนุนให้ตลาดหุ้นสหรัฐมีแนวโน้มสดใสอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ดีดตัวขึ้นแล้วราว 9%
ด้านเมอร์ริล ลินช์ บริษัทผู้ให้คำปรึกษาด้านการเงินชั้นนำของโลก เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นสหรัฐที่สดใสช่วยส่งผลให้มีการใช้จ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มมหาเศรษฐีที่ใช้โอกาสนี้นำผลตอบแทนจากตลาดหุ้นที่ดีขึ้น มาใช้จ่ายในสินค้าราคาแพง ตลอดจนถึงลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น โดยแนวโน้มดังกล่าว สามารถช่วยส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐที่กำลังซบเซาได้
นอกจากนี้ แนวโน้มตลาดหุ้นสหรัฐที่ปรับตัวดีขึ้น ยังส่งแรงหนุนให้ตลาดหุ้นในภูมิภาคยุโรปดีดตัวขึ้นเช่นกัน โดยดัชนีฟุตซี 100 ตลาดหุ้นลอนดอนในเดือน ม.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 6% ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2532 แม้เศรษฐกิจของอังกฤษมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอย ขณะที่วิกฤตหนี้ยุโรปยังคงน่าเป็นห่วงอยู่ก็ตาม
สอดคล้องกับแนวโน้มตลาดหุ้นในเอเชียที่ปรับตัวดีขึ้น โดยล่าสุด มอร์แกน สแตนลีย์ ปรับแนวโน้มความน่าลงทุนของตลาดทุนอินโดนีเซียจาก “ปกติ” สู่ “เชิงบวก” หลังมีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับความเชื่อมั่นทางธุรกิจปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้แนวโน้มกำไรสุทธิดีขึ้น
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ ส่งผลให้ตลาดทุนของอินโดนีเซีย ขึ้นเป็นที่ 1 ในฐานะตลาดที่น่าลงทุนที่สุดในภูมิภาคอาเซียน 3 อันดับแรก ตามด้วยตลาดหุ้นไทยที่ยังมีแนวโน้มเชิงบวกและตลาดสิงคโปร์มีแนวโน้มเชิงลบ
รายงานระบุว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้ตลาดหุ้นในเอเชียปิดบวกอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากนักลงทุนเริ่มคลายความกังวลลง หลังสภาคองเกรสสหรัฐสามารถบรรลุข้อตกลงเลี่ยงหน้าผาการคลัง (ฟิสคัล คลิฟ) ซึ่งครอบคลุมถึงมาตรการขึ้นภาษีคนรวยเมื่อวันที่ 1 ม.ค. แม้เป็นแผนแก้ปัญหาระยะสั้นก็ตาม
นอกจากนี้ ภาพรวมของเศรษฐกิจในเอเชียทั้งในจีน ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกเริ่มคลี่คลายความกังวลลง ตลอดจนถึงการเข้ามาของ ชินโสะ อาเบะ ผู้นำญี่ปุ่นคนใหม่ที่ประกาศฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศให้เข้มแข็งอย่างเร่งด่วน สร้างความหวังในกลุ่มนักลงทุนว่า เอเชียจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกได้อีกทางหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ด้าน ไมค์ อินแกรม นักวิเคราะห์ตลาดจากบีจีซี พาร์ตเนอร์ในอังกฤษ เตือนว่าตัวเลขตลาดหุ้นที่แข็งแกร่งขึ้น อาจไม่สามารถสะท้อนถึงสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง
นักวิเคราะห์ตลาดให้เหตุผลว่า กระแสเงินร้อนที่ไหลทะลักเข้าสู่ตลาดการอัดฉีดสภาพคล่องของธนาคารกลางประเทศต่างๆ อาจเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นโลกดีดตัวแรง ทว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังเชื่องช้าอยู่เช่นเดิม เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยง เช่น วิกฤตหนี้ในยุโรป ซึ่งล่าสุดสำนักงานสถิติยุโรป (ยูโรสแตต) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจยูโรโซนหดตัว 0.6% เมื่อไตรมาส 4 ที่ผ่านมา จากที่หดตัว 0.1% ในไตรมาสก่อนหน้านั้น







