
วางแผนประเทศไทยในอีก5ปีข้างหน้า
...วิกรม กรมดิษฐ์
ในโลกแห่งการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงเช่นทุกวันนี้นั้น การศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศผู้นำทางด้านเศรษฐกิจและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกันถือเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน เพราะประเทศเพื่อนบ้านของเรานั้นมีความสามารถในการแข่งขันไม่ได้น้อยไปกว่าประเทศไทยอีกต่อไปแล้ว พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา ล้วนแล้วแต่มีความเกี่ยวข้องกับบ้านเรามากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาค้าแรงงานในประเทศไทย หรือแม้กระทั่งการย้ายรกรากมาตั้งถิ่นฐานในบ้านเรา หากพิจารณาในด้านพื้นที่รวมของเพื่อนบ้านนี้มีถึง 4 เท่าของไทยและภูมิภาคนี้ยังมีประชากรถึง 200 ล้านคน
เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว สินค้านวัตกรรมใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ไซค์ โทรทัศน์ วิทยุ หรือแม้กระทั่งเวชภัณฑ์ยาและเสื้อผ้าสำเร็จรูป ฯลฯ มีศูนย์กลางการผลิตอยู่ในประเทศไทย จนอาจกล่าวได้ว่าเราเป็นประเทศศูนย์กลางของภูมิภาค แต่ด้วยปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่คุกรุ่นอยู่ในบ้านเรานี้ทำให้หลายต่อหลายคนไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าประเทศไทยจะไปได้ไกลอีกสักเท่าใด
วันนี้ผมขอร่วมนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับความเป็นไปของประเทศไทยในอีก 5 ปีข้างหน้าต่อจากนี้ พร้อมกับข้อเสนอแนะเพื่อให้คนไทยได้เรียนรู้และปรับตัวตามสถานการณ์บ้านเมืองและของโลกที่กำลังเกิดขึ้น
สิ่งแรกที่ผมคิดว่าประเทศไทยได้เปรียบประเทศอื่นด้านที่ตั้ง (ภูมิศาสตร์) คือการที่กรุงเทพฯ นั้นเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค หากจะมองให้เห็นภาพง่ายๆ ก็ลองเอาวงเวียนอันใหญ่ๆ มาปักไว้ที่กรุงเทพฯ ในรัศมีการบินประมาณ 11.30 ชั่วโมงนั้น เราสามารถบินไปยังเมืองหลวงสำคัญๆ ของหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศพม่า เวียดนาม กัมพูชา หรือลาว นอกจากจะสามารถเดินทางด้วยเครื่องบินแล้ว เรายังสามารถเดินทางไปประเทศเหล่านี้ได้ทางรถยนต์ ถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากของประเทศไทย
ประเทศไทยยังเป็นศูนย์กลางทางด้านการเมืองของโลก เพราะสำนักงานองค์การสหประชาชาติ (United Nation) ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยนั้นใหญ่เป็นอันดับสองของโลก (ผมขอตั้งข้อสังเกตว่าคนไทยมักจะศึกษาเกี่ยวกับข้อมูลของประเทศมหาอำนาจ แต่กลับไม่เคยศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านของเราเลย) นอกจากนี้ประเทศไทยยังเป็นอีกประเทศหนึ่งที่สำนักงานการทูตจากประเทศต่างๆ มากที่สุดในภูมิภาคนี้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือสถานทูตของประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกันที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยนั้นก็ใหญ่เป็นอันดับสองหากเทียบกับสถานทูตอเมริกันที่ตั้งอยู่ทั่วโลก ถึงแม้ว่าหลังจากเหตุการณ์ 911 จะทำให้สถานทูตลดขนาดลง แต่ก็ยังถือว่าเป็นสถานทูตที่มีความใหญ่โตมาก นอกจากจำนวนสถานทูตที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก สถานทูตแต่ละประเทศล้วนแล้วแต่มีขนาดไม่เล็กเลย ซึ่งช่วยสะท้อนให้เห็นว่ามีชาวต่างชาติเป็นจำนวนมากเดินทางเข้ามายังประเทศไทย
ประเทศไทยในอดีตสมัยที่ใช้ท่าเรือคลองเตยเป็นท่าเรือหลักนั้นมีสถิติว่าการส่งออกของไทยขาดดุลแทบทุกปี ที่เป็นเช่นนั้นไม่ใช่เพราะสินค้าของประเทศไทยขายไม่ดี แต่เป็นเพราะสินค้าจำนวนมากที่นำเข้าได้ขายในบริเวณเขตชายแดนโดยอาศัยกองทัพมดช่วยเหลือในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ โดยที่จำนวนสินค้าเหล่านี้ไม่ได้มีการทำสถิติหรือบันทึกเอาไว้
น้ำมันเป็นอีกสินค้าหนึ่งที่มีการส่งออกด้วยวิธีนี้ไม่ว่าจะเป็นประเทศลาว พม่า หรือแม้กระทั่งกัมพูชา ล้วนแล้วแต่นำเข้าน้ำมันจากประเทศไทยแทบทั้งสิ้น เพียงแต่ตัวเลขเหล่านี้ไม่ถูกนำมาเปิดเผย
ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังผลิตน้ำมันได้ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และส่งออกไปทั่วภูมิภาค แต่ล่าสุดเมื่อปีที่แล้วประเทศเวียดนามได้เปิดตัวโรงกลั่นน้ำมันโรงงานแรกขึ้นและยังมีอีกสองโรงกลั่นที่กำลังก่อสร้างอยู่ ผมเชื่อแน่ว่าหากเวียดนามสามารถกลั่นน้ำมันได้เพียงพอต่อการใช้งานในประเทศและมีจำนวนมากพอที่จะส่งออก ผมว่าประเทศต่างๆ ละแวกนี้คงหันหน้าไปพึ่งโรงกลั่นในเวียดนาม
การท่องเที่ยวของเวียดนามก็เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง หากเช็กตามตารางเดินทางของสายการบินต่างๆ จะพบว่าภายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการเปิดเส้นทางบินตรงสู่เวียดนามมากขึ้น ทั้งที่ในอดีตไม่ว่าจะเดินทางมาจากประเทศใดก็ตามหากต้องการเดินทางไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชียล้วนต้องมาเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินดอนเมืองหรือสนามบินสุวรรณภูมิแทบทั้งสิ้น สนามบินดอนเมืองก็มีอายุกว่าร้อยปีแล้ว
นับเป็นเรื่องน่าเศร้าใจหากเรามองย้อนอดีตพิจารณาความยิ่งใหญ่ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมในอดีตของประเทศไทย แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ปีกลับถูกเพื่อนบ้านแซงหน้าในหลายๆ เรื่อง ทั้งที่ด้วยภูมิศาสตร์ หรือทรัพยากรต่างๆ ของเรานั้นดีกว่าประเทศเพื่อนบ้าน แต่เรากลับไม่นำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์เพื่อให้เกิดข้อได้เปรียบในการแข่งขันกับประเทศของเรา
ผมรู้สึกแปลกใจว่าทำไมประเทศไทยถึงไม่สามารถพัฒนาได้อย่างที่ควรจะเป็น เพราะพื้นฐานต่างๆ ได้เปรียบประเทศเพื่อนบ้าน แต่ด้วยปัญหาเรื่องเสถียรภาพทางด้านการเมืองและความไม่มีวิสัยทัศน์ของผู้นำที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งความเจริญก้าวหน้าของประเทศไทย จนในที่สุดจากการที่เคยเป็นประเทศผู้นำของภูมิภาคเอเชียกลับถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้าไปทีละประเทศ
ล่าสุดผมเห็นข่าวเรื่องการเสนอปิดทางด่วนเพื่อให้ผู้ชุมนุมได้เดินประท้วง โดยจะมีการถ่ายภาพทางอากาศเผยแพร่ ผมถือว่าเป็นการประท้วงที่สร้างสรรค์ เพราะเป็นการชุมนุมเรียกร้องที่อยู่ในกรอบ ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนแพร่เป็นดาวกระจายไปทั่วกรุง
กรุงเทพฯ มีปัญหาการจราจรติดขัดเรื้อรัง เมื่อมาเจอการชุมนุมตามท้องถนนของกลุ่มคนเสื้อแดงปัญหาที่เคยวิกฤตอยู่แล้วก็เพิ่มความรุนแรงขึ้น แต่ก็ไม่สามารถหาหนทางจัดการปัญหาได้เสียที เป็นปัญหาที่ไม่ว่าจะรัฐบาลไหนก็ไม่สามารถแก้ได้ ยิ่งสำหรับรัฐบาลของนายกฯ อภิสิทธิ์ที่กำลังถูกปรามาสว่าพายเรือให้โจรนั่งอยู่ เพราะด้วยภาพลักษณ์ใสสะอาดของท่านนายกฯ ด้วยรูปร่างหน้าตาที่หล่อเหลา พูดภาษาอังกฤษสำเนียงชัดเจนเหมือนเจ้าของภาษา แต่ท่านนายกฯ ต้องทำงานหนักเพราะมีข่าวหนาหูขึ้นเรื่อยๆ ว่าผู้ร่วมรัฐบาลมีปัญหาคอร์รัปชัน
ปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทยเกิดขึ้นมาช้านาน สิ่งนี้เองที่ทำให้ต้นทุนในการพัฒนาประเทศของเราเพิ่มมากขึ้น หากใครก็ตามที่ต้องการมาลงทุนในเมืองไทย จะต้องเตรียมเงินส่วนหนึ่งเผื่อสำหรับการจ่ายเงินเพื่อเป็นค่าเบิกทาง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นต้นทุนที่มาจากสังคมไทยอันปราศจากเสถียรภาพ
ความอ่อนแอของการเมืองไทยทำให้เราไม่สามารถนำเอาข้อได้เปรียบต่างๆ ที่มีมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาใช้อย่างเต็มที่ หากสมมติง่ายๆ ว่า ประเทศไทยของเราในทุกวันนี้ ถูกปกครองและบริหารงานด้วยคนสิงคโปร์ อังกฤษ ญี่ปุ่น ผมเชื่อว่าคนเหล่านี้จะสามารถนำเอาข้อได้เปรียบต่างๆ ของประเทศเรามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้
สภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมืองที่เกิดขึ้นในภูมิภาคอาเซียนล้วนมีผลกระทบโดยตรงกับประเทศไทย ในอดีตสงครามอินโดจีนทำให้เศรษฐกิจของภูมิภาคนี้ไม่สามารถพัฒนาได้อย่างที่ควรจะเป็นและในอนาคตผมเชื่อว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราจะได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า
จากมุมมองของผม การเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคนี้เป็นเพราะเราได้รับเงินลงทุนจากต่างชาติมากขึ้น ล่าสุดการประชุม อาเซียน+3 ได้มีการอนุมัติงบประมาณจากญี่ปุ่น จีน 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อเป็นงบสำหรับการพัฒนา Land Bridge เพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคนี้เข้าด้วยกันระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย โดยการขยายถนนและต่อสะพานต่างๆ นอกจากนี้งบประมาณกว่า 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐที่จีนอัดฉีดให้พม่าเพื่อสร้างทางรถไฟจากจีนไปยังพม่า
งบประมาณจำนวนมหาศาลที่นำมาพัฒนาระบบคมนาคมจะทำให้การเดินทางในภูมิภาคนี้เป็นไปอย่างสะดวกสบาย การขนส่งและการท่องเที่ยวทางรถจะมีมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีให้กับประเทศในภูมิภาคนี้และประเทศเจ้าของงบประมาณจำนวนมหาศาล และในเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา ยอดขายรถยนต์ในไทยเติบโตกว่า 50% และหากเครือข่ายถนนเชื่อมโยงประเทศต่างๆ สำเร็จผมเชื่อว่าตัวเลขการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์คงโตมากกว่านี้อีกเป็นเท่า
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในปี 2015 ประชาคมอาเซียนจะถูกรวมตัวอย่างเป็นทางการเช่นเดียวกับสหภาพยุโรป การเดินทางระหว่างประเทศในประชาคมอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้นก็จะสะดวกสบาย เพราะข้อมูลต่างๆ จะถูกเชื่อมโยงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
นอกจากประชาคมอาเซียนแล้ว BIMSTEC ก็เป็นอีกประชาคมหนึ่งที่น่าจับตามอง เพราะเป็นการรวมเอาประเทศที่อยู่ในมหาสมุทรอินเดีย 7 ประเทศเข้าด้วยกัน นับว่าโชคดีที่ประเทศไทยอยู่ในบริเวณขอบพื้นที่อาณาเขตด้วย เรียกได้ว่าหากนำเอาประชากรของทั้งสองประชาคมนี้เข้าด้วยกัน จะมีจำนวนมากถึง 2,000 ล้านคนทีเดียว
หาก BIMSTEC สามารถเชื่อมโยงกับอาเซียนได้เหมือนกับการเชื่อมโยงระหว่างจีนกับอาเซียน ผมเชื่อแน่ว่าประเทศไทยจะได้รับประโยชน์เป็นอย่างมาก เนื่องจากเราเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของภูมิภาคนี้ เพราะการนำเข้าและส่งออกก็จะไม่ต้องเสียภาษีอีกต่อไป
ประเทศไทยที่อยู่กลางระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดียจะได้รับอานิสงส์นี้ เพราะช่องแคบมะละกาจะมีการเดินทางที่หนาแน่นมาก เชื่อแน่ว่าช่องทางผ่านประเทศไทยจะถูกเลือกเป็นทางผ่านในการส่งสินค้าและน้ำมันระหว่างสองฝากมหาสมุทร
ผมว่าคนไทยควรหันมาศึกษาข้อมูลที่ผมกล่าวไปข้างต้นในด้านรายละเอียดกันให้มากขึ้น เพื่อเตรียมรองรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นภายใน 5 ปีนี้ เพราะพื้นที่และจำนวนประชากรจำนวนมหาศาลของภูมิภาคนี้ รวมไปถึงการเชื่อมโยงระหว่างอาเซียนกับกลุ่ม BIMSTEC จะเกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจครั้งยิ่งใหญ่ขึ้น ประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้ ผมคิดว่าเราน่าจะหันมาเตรียมตัวให้พร้อม ภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาสากลของโลกควรได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมให้คนไทยทั้งประเทศพูดและเขียนเป็น







