
ยักษ์น้ำมันแห่ซบ "พม่า" ความหวังใหม่แหล่งพลังงานโลก
บริษัทน้ำมันทั่วโลกแห่ไปพม่า หลังมีความหวังเป็นแหล่งพลังงานใหญ่ ไม่หวั่นแม้ขาดแคลนข้อมูลและข้อพิสูจน์ปริมาณตัวเลขสำรอง
บริษัทน้ำมันทั่วโลกแห่ไปพม่า หลังมีความหวังเป็นแหล่งพลังงานใหญ่ ไม่หวั่นแม้ขาดแคลนข้อมูลและข้อพิสูจน์ปริมาณตัวเลขสำรอง
นับตั้งแต่พม่าเดินหน้าปฏิรูปทางการเมือง จนทำให้ชาติตะวันตกยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ บรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานทั่วโลกต่างจับจ้องเล็งหาโอกาสเข้ามายังประเทศ ที่ได้ชื่อว่าอุดมสมบูรณ์ด้วยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
หลักฐานยืนยันก็คือ รายงานจากสำนักข่าวเอเอฟพี ที่ระบุว่า ช่วงเดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว ที่พม่าเปิดประมูลสัมปทานการสำรวจ มีบริษัทมากมายแห่เข้าร่วม เช่น บริษัท การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ของไทย อีพีไอ โฮลดิงส์ ของฮ่องกง จีโอเปโตร อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิงส์ ของสวิตเซอร์แลนด์ และเปโตรนาสของมาเลเซีย
ต่อมาในเดือน ก.ย. ปีเดียวกัน โททอลของฝรั่งเศสซื้อหุ้น 40% ของบริษัทสำรวจน้ำมันแห่งหนึ่ง ตามด้วยการซื้อหุ้นของวูดไซด์ บริษัทพลังงานจากออสเตรเลีย โดยมีบริษัทสหรัฐและยุโรปตามเข้ามาติดๆ
รายงานระบุว่า การเข้ามาของบริษัทต่างชาติด้านพลังงานมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเชื้อเชิญของรัฐบาลพม่า ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความไม่แน่ชัดของปริมาณทรัพยากรที่ปราศจากการพิสูจน์ยืนยันจากเทคโนโลยีสมัยใหม่
ราจิฟ บิสวาส นักเศรษฐศาสตร์จากไอเอชเอส โกลบอล อินไซต์ กล่าวว่า ความไม่แน่ชัดดังกล่าวกลายเป็นความคาดหวังให้นักลงทุนทั่วโลกแห่มาพม่า โดยโฆษกบริษัทน้ำมันต่างชาติแห่งหนึ่งระบุว่า การที่ยังไม่มีการสำรวจอย่างจริงจัง ทำให้พื้นที่ดังกล่าวเป็น “ฟรอนเทียร์ เบซิน” หรือมีผลประโยชน์ต่อธุรกิจสำรวจ
ทั้งนี้ หน่วยข่าวกรองสหรัฐ (ซีไอเอ) เคยประมาณการว่า พม่ามีน้ำมันราว 50 ล้านบาร์เรล และมีก๊าซธรรมชาติอีกราว 2.832 แสนล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่บริษัทน้ำมันของรัฐบาลพม่า ออย แอนด์ ก๊าซ เอ็นเตอร์ไพรซ์ (เอ็มโอจีอี) ระบุว่า การสำรวจในปี 2549 แสดงให้เห็นว่าพม่ามีน้ำมัน 226 ล้านบาร์เรล และก๊าซธรรมชาติ 4.57 แสนล้านลูกบาศก์เมตร
ทว่า แม้ตัวเลขจากภาครัฐข้างต้นเป็นที่กังขามากกว่าคำยืนยัน แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างเห็นพ้องกับข้อสันนิษฐานที่ว่าพม่ามีปริมาณน้ำมันนอกชายฝั่งมากกว่าบนฝั่ง และน่าจะมีปริมาณก๊าซธรรมชาติแซงหน้าปริมาณน้ำมัน ซึ่งคุ้มค่าพอที่จะลงมือสำรวจ
นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญที่หนุนการลงทุนจากต่างชาติก็คือการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าจำเป็นอย่างยิ่งยวด เพื่อช่วยให้พม่าพัฒนาเทคโนโลยีความรู้ด้านการขุดเจาะสำรวจของตนได้
ยิ่งไปกว่านั้น การเปิดให้หลายๆ บริษัทเข้ามา ยังช่วยลดโอกาสที่จะเกิดการผูกขาดกิจการ ของบริษัทเดียว ขณะเดียวกันสิ่งที่รัฐบาลพม่าต้องจัดการอย่างเร่งด่วน ก็คือความโปร่งใสในทุกขั้นตอน ซึ่งต้องมาควบคู่กับการปฏิรูประบบประชาธิปไตยของประเทศ







